



ตลาดรองนาฬิกา 2026 ปีนี้อำนาจการต่อรองสวิงกลับมาอยู่ในมือของผู้ซื้อแบบ 100% หลังจากที่เราเห็นราคาพุ่งแตะเพดานไปเมื่อช่วงปี 2022 ตอนนี้ดัชนี WatchCharts Index บ่งบอกชัดเจนว่ากราฟกำลังเทลงมาสู่จุดที่สมเหตุสมผลมากขึ้น คำถามคือจังหวะที่ราคาเทแบบนี้ มันคือจุดจบของนักเก็งกำไรสายซิ่ง หรือเป็นนาทีทองของนักสะสมตัวจริงที่รอช้อนของดีมานานกันแน่?
ถ้ากางตัวเลขระดับ Macro-level จากกระดานเทรดระดับโลก จะเห็นเลยว่าดัชนีชี้วัดกำลังซื้อของนักสะสมในปีนี้เปลี่ยนพฤติกรรมไปเยอะมาก กลุ่มคนที่เคยไล่ซื้อเพื่อเก็งกำไรระยะสั้นหายไปจากตลาดแทบจะหมดเกลี้ยง เหลือแต่คนที่รักนาฬิกาจริงๆ กับนักลงทุนระยะยาวที่มองหาสินทรัพย์ปลอดภัย
การปรับตัวของตลาดรอบนี้ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ แต่มันคือการคัดกรองตามธรรมชาติ รุ่นไหนที่เคยถูกปั่นราคาจนเกินจริงก็เริ่มกลับคืนสู่มูลค่าพื้นฐาน ในขณะที่แบรนด์อิสระหรือรุ่นคลาสสิกที่คนเคยมองข้ามกลับยืนระยะได้ดีกว่าที่คิดเอาไว้เยอะมาก
อย่างไรก็ตาม การจะดูว่ารุ่นไหนรอดหรือร่วง เราต้องไปเจาะดูข้อมูลสถิติเชิงลึกของแต่ละโมเดลกันแบบหมัดต่อหมัด เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนที่สุดก่อนตัดสินใจจ่ายเงินก้อนโต (9 มกราคม 2026) [1]
ถ้าพูดถึง Rolex Oyster Perpetual 36 (Ref. 126000) หน้าปัดสี Turquoise Blue หรือที่เรียกกันติดปากว่า Tiffany Blue รุ่นนี้เปิดตัวในปี 2020 แล้วสร้างปรากฏการณ์ราคาพุ่งทะยานทะลุเพดานแบบงงๆ ส่วนหนึ่งเพราะได้อานิสงส์จากรุ่นพี่แบรนด์คู่แข่งที่ทำหน้าปัดสีเดียวกันจนกลายเป็นกระแสไปทั่วโลก
ในช่วงที่ไฮป์สุดขีด ราคาเคยไปแตะระดับสถิติโลก แต่พอมาถึงตอนนี้ ข้อมูลจาก Chrono24 ชี้ว่าราคาเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี ขยับมานิ่งอยู่ที่ประมาณ 12,000 – 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถ้าเทียบกับตอนพีคสุด ถือว่าราคาปรับลงมาเกือบ 40% แต่ก็ยังสูงกว่าราคาหน้าป้ายอยู่ดี
การใส่ใช้งานจริงบนข้อมือถือว่าเบาสบาย เข้ากับเสื้อผ้าได้ง่าย แต่ข้อเสียที่คนไม่ค่อยพูดถึงคือ สีหน้าปัดมันเตะตาและตะโกนมากจนบางครั้งอาจจะดูไม่เป็นทางการนักเวลาต้องใส่ไปคุยธุรกิจสำคัญ ถ้ามองในมุมของเทรนด์นาฬิกา 2026 รุ่นนี้อาจจะไม่ได้หวือหวาเท่าเดิม แต่ความเป็นเอกลักษณ์ของสีหน้าปัดยังไงก็มี Demand ในตลาดรองเสมอ
เพราะนี่คือที่สุดของความคลาสสิกที่ไม่มีวันตกยุค Patek Philippe Calatrava Ref. 6119G ตัวเรือน White Gold ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2021 รุ่นนี้มาพร้อมขอบหน้าปัดแบบ Clous de Paris ที่เล่นแสงสวยงามมาก ผสมผสานกับกลไกไขลาน Calibre 30-255 PS ที่สำรองพลังงานได้ถึง 65 ชั่วโมง
ข้อมูลจาก Phillips และ Christie’s ชี้ให้เห็นว่าราคาตลาดรองของรุ่นนี้ค่อนข้างนิ่งและแข็งแกร่งมาก ราคาเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี เกาะกลุ่มอยู่ที่ 32,000 – 35,000 ดอลลาร์สหรัฐ มีการเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไปประมาณ 3-5% ต่อปี ไม่หวือหวาแต่มั่นคงสุดๆ
ใครที่ชอบนาฬิกาเดรสที่ใส่แล้วดูแพงแบบมีคลาส รุ่นนี้ตอบโจทย์สุดๆ น้ำหนักเบา ซ่อนใต้แขนเสื้อเชิ้ตได้เนียนกริบ ข้อเสียอย่างเดียวคือตัวเรือนทองคำขาวเป็นรอยขนแมวง่ายมาก ต้องใส่แบบระวังนิดนึง แต่ในแง่ของ Investment Potential ถือว่าสอบผ่านฉลุยในยุคที่ตลาดผันผวน (28 พฤษภาคม 2025) [2]
ถ้าพูดถึงแบรนด์ที่คนเล่นของลึกๆ หลงรัก ต้องมี A. Lange & Söhne โดยเฉพาะรุ่นคลาสสิกตลอดกาลอย่าง Lange 1 ซึ่งเริ่มผลิตครั้งแรกตั้งแต่ปี 1994 หลังจากการรวมชาติเยอรมัน ความพิเศษคือการใช้แผ่นแท่นเครื่องที่ทำจากเงินเยอรมัน และสะพานจักรกรอกที่แกะสลักด้วยมือทุกชิ้น
ตัวเลขอ้างอิงจากลานประมูลของ Sotheby’s ระบุว่าโมเดลช่วงหลังปี 2015 เป็นต้นมา เริ่มมี Demand สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ราคาตลาดรองเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 35,000 – 45,000 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นการเติบโตราวๆ 15%
แม้จะเป็นแบรนด์ที่คนทั่วไปอาจจะไม่คุ้นหูนัก แต่สำหรับนักสะสมระดับเฮฟวี่เวท นี่คือตัวจบที่ต้องมีติดกล่อง ข้อเสียคือค่าตัวในการส่งเข้าศูนย์เซอร์วิสค่อนข้างเอาเรื่อง และใช้เวลารอนานพอสมควร แต่ถ้าเทียบกับคุณค่าทางศิลปะที่จะกลายเป็น Future Vintage Potential ถือว่าคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์
ในยุคที่ตลาดเริ่มปรับฐาน นักสะสมหลายคนเริ่มเบื่อหน่ายกับโมเดลเดิมๆ และหันไปมองแบรนด์อิสระกันมากขึ้น ลองมาดูเหตุผลหลักๆ ที่ทำให้คนยอมจ่ายเงินก้อนโตกัน

นอกจากเรื่องราคาหน้าป้ายแล้ว ตลาดประมูลคือตัวชี้วัดชั้นดีว่านาฬิการุ่นไหนกำลังจะมาหรือกำลังจะไป หลายคนเห็นราคาพุ่งปรี๊ดตอนเคาะประมูลก็รีบไปกว้านซื้อตาม โดยลืมดูไปว่าสภาพของที่เอามาขึ้นเวทีประมูลนั้นมีความสมบูรณ์ระดับไหน
ตัวอย่างเช่น การลงทุนไม่ใช่แค่การซื้อมาขายไปตามเทรนด์ แต่มันต้องเข้าใจบริบทของตลาด และตัวแปรที่คอยดันราคานาฬิกา อย่างเรื่องประวัติศาสตร์ของแบรนด์ หรือแม้แต่ความสมบูรณ์ของใบรับประกันและป้ายแท็กที่มากับกล่อง
ในทางกลับกัน คนที่เจ็บหนักที่สุดในรอบนี้คือคนที่ไปไล่ซื้อของมือเปล่า ในราคาที่บวกพรีเมียมไปไกลเกินจริง พอถึงเวลาตลาดปรับฐาน ของพวกนี้แหละที่จะโดนกดราคาลงมาลึกที่สุด (24 มิถุนายน 2025) [3]
เน้นซื้อรุ่นคลาสสิกที่พิสูจน์ตัวเองมาแล้ว สภาพสมบูรณ์ กล่องใบครบ และหลีกเลี่ยงรุ่นที่ถูกปั่นราคาจนกราฟชันเกินไป
กฎเหล็กข้อแรกเลยคือ ต้องเลือกนาฬิกาที่สภาพตัวเรือนไม่เคยโดนขัดปัดเงามาอย่างหนัก เพราะขอบมุมที่หายไปคือมูลค่าที่หดหายตามไปด้วย ยิ่งถ้าเป็นรุ่นวินเทจ สภาพเดิมๆ ดิบๆ คือสิ่งที่นักสะสมระดับฮาร์ดคอร์ให้ค่ามากที่สุด
ควรหลีกเลี่ยงรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันที่ผลิตออกมาจำนวนเยอะเกินไป จนสูญเสียความขลังและหาซื้อได้ง่ายเกร่อตลาด
บางแบรนด์ขยันออกรุ่นพิเศษหรือจับมือคอลแลปส์แทบจะทุกไตรมาส ซึ่งแรกๆ ก็ดูตื่นเต้นดี แต่พอนานวันเข้า Demand ของคนซื้อมันโตตามไม่ทัน กลายเป็นว่าของล้นตลาดและราคาในตลาดรองก็ร่วงลงมาต่ำกว่าป้ายตามระเบียบ
สรุปสั้นๆ คือ ก่อนจะลงทุนกับคำว่าผลิตจำนวนจำกัด ต้องไปเช็กตัวเลขให้ชัวร์ก่อนว่ามันจำกัดที่หลักร้อย หรือแค่ปั๊มออกมาขายหลักหมื่นเรือน เพื่อป้องกันการติดดอยแบบไม่รู้ตัว
ตลาดรองนาฬิกาปีนี้ ไม่ได้อยู่ในภาวะฟองสบู่แตกจนน่ากลัว แต่มันคือการปรับฐานราคากลับเข้าสู่ความสมดุลอีกครั้ง ช่วงเวลานี้คือโอกาสทองของผู้ซื้อและนักสะสมตัวจริงที่มีเงินเย็นพร้อมจ่าย เพราะอำนาจการต่อรองอยู่ในมือเราแบบเต็มๆ เลือกเก็บรุ่นคลาสสิกที่มีสตอรี่ชัดเจนยังไงก็ปลอดภัยในระยะยาว
การลงทุนในนาฬิกาก็เหมือนการซื้องานศิลปะชิ้นเอกมาสวมไว้บนข้อมือ ต่อให้ราคามันจะขึ้นหรือลงตามกลไกตลาด แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือความสุขลึกๆ ตอนที่เราได้ก้มลงมองเข็มวินาทีขยับไปเรื่อยๆ เล่นนาฬิกาให้สนุก และยั่งยืนต้องเริ่มจากความชอบส่วนตัวเป็นแกนหลัก แล้วผลพลอยได้เรื่องกำไรจะเป็นโบนัสที่ตามมาเอง เลือกเรือนที่เข้ากับตัวเราที่สุดแล้วลุยได้เลย

