



เคยสงสัยไหมคะว่าใครคือคนดันราคานาฬิกาตัวจริง ที่ทำให้ราคาบนตู้แตะหลักล้านภายในเวลาชั่วข้ามคืน? ราคาที่แพงจนจับต้องไม่ได้เหล่านั้นมาจากความต้องการซื้อจริงๆ ของนักสะสม หรือมีมือที่มองไม่เห็นคอยชักใยปั่นราคาอยู่เบื้องหลังกันแน่ วันนี้เราจะมาขุดลึกถึงกลไก แล้วมาสรุปกันว่าตลาดรองที่เราเห็นทุกวันนี้ถูกควบคุมโดยใคร?
หลายคนอาจจะคิดว่าราคาที่พุ่งกระฉูดเกิดจากผู้ผลิตจงใจทำของออกมาน้อย แต่ในความเป็นจริงมันมีเกมการเงินที่ซับซ้อนกว่านั้นซ่อนอยู่มาก การปั่นกระแสในยุคนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดจากการวางแผนอย่างเป็นระบบของกลุ่มคนที่มีอิทธิพลในตลาด
โดยเฉพาะในตลาดรองนาฬิกา 2026 ที่มีเม็ดเงินมหาศาลหมุนเวียนอยู่ตลอดเวลา การควบคุมซัพพลายและการสร้างกระแสกลายเป็นอาวุธหลักที่ถูกนำมาใช้เพื่อทำกำไรอย่างมหาศาล ซึ่งเป็นสิ่งที่นักสะสมหน้าใหม่มักจะตามไม่ทัน (26 มกราคม 2026) [1]
คำตอบคือจริงและทรงพลังมากค่ะ กระแสความอยากได้หรือ Hype Culture มักจะถูกจุดชนวนขึ้นอย่างจงใจเมื่อเซเลบริตี้ระดับโลกตั้งใจใส่นาฬิการุ่นใดรุ่นหนึ่งออกสื่อ
ตัวอย่างเช่นกรณีของ Patek Philippe Nautilus 5711/1A-018 (Tiffany Blue) ที่ประกาศผลิตจำกัดเพียง 170 เรือน ในปี 2021 ทันทีที่เซเลบคนแรกๆ อย่าง Jay-Z ใส่โชว์บนข้อมือ ราคาประมูลที่ Phillips ก็พุ่งกระโดดไปจบที่ 6.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 220 ล้านบาท) ในเดือนธันวาคมปีเดียวกันทันที
ข้อมูลจากสถาบันการประมูลระบุว่า ราคาเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีของ Nautilus หน้าปัดสีฟ้าทิฟฟานี่นี้มีการเติบโตพุ่งสูงกว่า 500% เมื่อเทียบกับราคาป้าย นี่คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนของการใช้ชื่อเสียงบวกกับความหายาก เพื่อสร้างราคาที่เกินจริงไปหลายเท่าตัว (11 ธันวาคม 2021) [2]
ใช่เลยค่ะ นี่คืออีกหนึ่งยุทธวิธีที่ดุดันและเห็นผลที่สุด กลุ่มทุนหรือดีลเลอร์รายใหญ่ที่มีสายป่านยาวมักจะกว้านซื้อนาฬิการุ่นฮิตเก็บเข้าตู้เซฟทันที เพื่อตั้งใจทำให้ของในตลาดหายากขึ้นไปอีก
เมื่อของขาดตลาด ดีมานด์ก็ยิ่งพุ่งทะลุปรอทตามหลักเศรษฐศาสตร์เบื้องต้น พอคนหาซื้อไม่ได้ ก็พร้อมจะหน้ามืดจ่ายในราคาบวกที่สูงลิบลิ่วเพื่อให้ได้ครอบครอง กลายเป็นการปั่นมูลค่าโดยที่ไม่มีการซื้อขายเปลี่ยนมือจากผู้ใช้งานจริงๆ เกิดขึ้นมากนัก
ข้อมูลจากวงในตลาดเกรย์มาร์เก็ตเผยว่า มีการตั้งกลุ่มลับเฉพาะพ่อค้ารายใหญ่เพื่อตกลงราคากลางกันเองในแต่ละวัน พอมีรุ่นฮิตอย่าง Daytona หรือ AP Royal Oak หลุดมาในตลาด พวกเขาจะฮั้วราคารับซื้อและดันราคาขายออกให้ตรงกัน
วิธีนี้ทำให้ดีลเลอร์รายย่อยต้องแห่ปรับราคาตามอย่างเลี่ยงไม่ได้ กลายเป็นว่าราคาบนแพลตฟอร์มถูกเซ็ตอัพไว้หมดแล้ว นี่คือเหตุผลหลักที่อธิบายว่าทำไมราคาตลาดรองถึงพุ่งขึ้นหรือลงพร้อมกันแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
สาเหตุหลักมาจากการสร้างความแปลกใหม่บวกกับข่าวลือที่จงใจปล่อยออกมาเพื่อสร้างกระแส Rolex Oyster Perpetual “Celebration Dial” เปิดตัวในปี 2023 ด้วยหน้าปัดลายลูกโป่งหลากสี ซึ่งฉีกกฎความคลาสสิกไปอย่างสิ้นเชิง
ทันทีที่เปิดตัว กระแสความต้องการของกลุ่มนาฬิกาหน้าปัดสีก็พุ่งกระฉูด ข้อมูลจาก Chrono24 บันทึกไว้ว่าราคาตลาดรองในช่วง 6 เดือนแรกกระโดดขึ้นไปสูงกว่าราคาป้ายถึง 300% เพราะทุกคนต่างเก็งกำไรว่ารุ่นนี้จะเลิกผลิตไว
อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไปและซัพพลายเริ่มเข้าสู่ตลาดมากขึ้น ราคาเฉลี่ยในช่วงปีที่ผ่านมาเริ่มมีการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าความต้องการในช่วงแรกเป็นเพียงกระแสชั่วคราวที่ถูกดันขึ้นมาด้วยความกลัวตกรถนั่นเอง

ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดคือการเข้าไปรับของในจังหวะที่ราคาอยู่บนยอดดอยเพราะกลัวตกรถ (FOMO) โดยไม่ได้ศึกษาข้อมูลราคาเฉลี่ยย้อนหลังให้ดีเสียก่อน
สรุปสั้นๆ คือ เมื่อกระแส Hype เริ่มจางหายไป หรือกลุ่มทุนรายใหญ่เริ่มเทขายทำกำไรพร้อมกัน ราคาที่เคยพุ่งสูงก็จะดิ่งลงมาอย่างรวดเร็ว ทำให้นักลงทุนมือใหม่ต้องติดดอยและขาดทุนย่อยยับหากต้องการใช้เงินสดด่วน (30 มิถุนายน 2025) [3]
มือใหม่หลายคนมักดูแต่ราคาตั้งขายบนเว็บ แต่ลืมไปว่านั่นไม่ใช่ราคารับซื้อจริงในตลาด พอถึงเวลาเดือดร้อนเงินอยากปล่อยของด่วน พ่อค้ามักจะอ้างเรื่องสต็อกเต็มเพื่อกดราคารับเข้าให้ต่ำกว่าราคาตลาดมากถึง 20-30% ทันที
ยิ่งถ้ารุ่นนั้นเป็นแค่กระแสที่กำลังหมดความนิยม คุณอาจเจอปัญหาไม่มีร้านไหนยอมรับซื้อเข้าเลย เพราะร้านเองก็กลัวทุนจม กลายเป็นว่าถือนาฬิกาเรือนแสนแต่เปลี่ยนเป็นเงินสดไม่ได้ในยามฉุกเฉิน
การลงทุนในตลาดที่ถูกควบคุมโดยมือที่มองไม่เห็นนั้นเต็มไปด้วยหลุมพราง แม้แต่นาฬิกาที่มีนวัตกรรมระดับสูงก็ยังมีข้อจำกัดในโลกความเป็นจริงที่นักสะสมต้องยอมรับให้ได้
ในทางกลับกัน นอกเหนือจากเรื่องของราคาที่ผันผวนอย่างรุนแรงแล้ว ประสบการณ์สวมใส่จริงและการดูแลรักษาก็เป็นอีกมุมหนึ่งที่มักจะถูกมองข้ามไปในตอนที่ทุกคนกำลังหน้ามืดไล่ล่าของแรร์ตามกระแสสังคม
ไม่ได้เวิร์คสำหรับทุกคนแน่นอนค่ะ แม้ว่า Richard Mille RM 72-01 รุ่น In-House Chronograph ที่เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในปี 2020 จะมีดีไซน์ที่ล้ำสมัยและน้ำหนักเบาหวิวจากวัสดุ Titanium ระดับสปอร์ตก็ตาม
ข้อเสียที่คนขายไม่ค่อยพูดถึงคือ กลไกที่ซับซ้อนของรุ่นนี้มีความเปราะบางและต้องการการดูแลรักษาที่ละเอียดอ่อนมาก ค่าบริการล้างเครื่อง (Overhaul) ในแต่ละครั้งอาจสูงทะลุหลักแสนบาทและต้องรอคิวส่งซ่อมนานหลายเดือน
นอกจากนี้ ข้อมูลจาก WatchCharts ระบุว่าราคาเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีของ RM 72-01 มีการปรับฐานลงมาแรงพอสมควรหลังจากพุ่งแตะจุดสูงสุดในช่วงปี 2022 ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดเก็งกำไรคึกคักที่สุด ทำให้ใครที่ซื้อตอนราคาพีคอาจจะต้องถือยาวไปอีกหลายปีกว่าจะคืนทุน
ตัวเลขสถิติไม่เคยโกหกใคร เมื่อเรากางข้อมูลจาก Bloomberg และ WatchCharts จะพบว่านาฬิการุ่นฮิตหลายรุ่นมีราคาเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีที่พุ่งสูงผิดปกติ ก่อนจะเริ่มส่งสัญญาณพักตัวอย่างชัดเจนในปัจจุบัน
ตัวอย่างเช่น ตระกูลสปอร์ตสตีลยอดฮิตที่เคยมีเปอร์เซ็นต์การเติบโตระดับ 150-200% ในช่วงโควิด-19 ปัจจุบันเริ่มมีราคาปรับลดลงมาสู่ระดับความเป็นจริงมากขึ้น นี่คือสัญญาณเตือนว่ายุคของการหลับตาซื้อรุ่นไหนก็กำไรอาจจะจบลงแล้วจริงๆ
ท้ายที่สุดแล้ว คนที่ดันราคานาฬิกาในตลาดรองไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นการผสมโรงกันระหว่างกลุ่มทุนที่กักตุนของเพื่อคุมซัพพลาย อินฟลูเอนเซอร์ที่รับหน้าที่สร้างกระแสความอยากได้ และนักสะสมที่แห่ซื้อตามด้วยความกลัวตกรถ หากเราเข้าใจกลไกปั่นราคาที่ซ่อนอยู่เหล่านี้ เราก็จะมีสติในการเลือกซื้อมากขึ้นและไม่ตกเป็นเหยื่อของการตลาดที่สร้างดีมานด์เทียมขึ้นมาหลอกตาค่ะ
การสะสมนาฬิกาควรเริ่มต้นจากความหลงใหลในงานศิลปะแห่งกลไกและเรื่องราวประวัติศาสตร์ของแบรนด์ มากกว่าการหวังรวยทางลัดจากส่วนต่างราคาเพียงอย่างเดียว จงเลือกซื้อนาฬิกาที่คุณหลงรักดีไซน์ของมันจริงๆ และมีความสุขที่ได้หยิบมาใส่ติดข้อมือ เพราะต่อให้วันหนึ่งราคาตลาดมันตกลงมา อย่างน้อยคุณก็ยังได้กำไรจากความสุขในการสวมใส่และชื่นชมมันในทุกๆ วันค่ะ

