



ถ้าพูดถึงเทรนด์นาฬิกา 2026 ตอนนี้ กระแสโลกนาฬิกาหมุนไวมาก ชนิดที่ว่าบางรุ่นที่เคยฮิตแย่งกันซื้อปั่นราคาไปไกลเมื่อปีที่แล้ว พอมาปีนี้อาจกลายเป็นของค้างตู้ที่ปล่อยไม่ออก เทรนด์หลักๆ ตอนนี้คือการหนีจากนาฬิกาสปอร์ตสตีลหน้าปัดใหญ่ กลับไปซบหน้าปัดไซส์เล็กลงและวัสดุทองคำแท้ที่ดูมีคลาสกว่า แล้วแบรนด์ในกรุของเราตอนนี้ อยู่ในจุดที่เตรียมพุ่งหรือเตรียมร่วงกันแน่?
ตลาดเปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง นักสะสมเริ่มเบื่อหน่ายกับความซ้ำซากของสปอร์ตวอทช์ไซส์โอเวอร์ไซส์ที่ใส่แล้วกางเกะกะข้อมือ ตอนนี้กระแสโลกเทใจไปที่ความมินิมอลและความเป็นวินเทจมากขึ้น ยิ่งใครที่ตามข่าวตลาดรองจะเห็นชัดเลยว่า ดีมานด์ของความคลาสสิกกำลังดันให้ นาฬิกาไซส์เล็กกลายเป็นไอเทมที่นักสะสมตามหากันพลิกแผ่นดิน
ในทางกลับกัน แบรนด์ที่ยังดื้อดึงผลิตหน้าปัดหนาเตอะ กำลังเผชิญกับภาวะของล้นตลาดอย่างหนัก ตัวเลขความต้องการที่แท้จริง สะท้อนให้เห็นว่าผู้คนต้องการความสบายในการสวมใส่ มากกว่าแค่ความเท่ที่ดูดุดันเพียงอย่างเดียว
ตัวอย่างเช่น ยอดการจับจ่ายของกลุ่มนักสะสมหน้าใหม่ ต่างมุ่งเป้าไปที่นาฬิกา Dress Watch มากกว่าหน้าปัดทรงสปอร์ต ถือเป็นการปรับฐานพฤติกรรมผู้บริโภคที่น่าสนใจและส่งผลต่อราคาตลาดรองโดยตรง (10 มีนาคม 2026) [1]
คำตอบคือ ความพอดีและรสนิยมที่ดูเงียบหรู หน้าปัดขนาด 34-36 มิลลิเมตร กลายเป็น Sweet Spot ที่เข้ากับสรีระได้ดีที่สุด
สังเกตได้จากเหตุการณ์ช่วง ปี 2022 ที่ราคานาฬิกาสปอร์ตหน้าปัด 41-44 มิลลิเมตร พุ่งขึ้นไปแตะจุดสูงสุด ก่อนที่ฟองสบู่ความต้องการเทียมจะเริ่มแตกใน ปี 2023 ทำให้ราคาดิ่งลงมาปรับฐานใหม่ทั้งหมด
เมื่อมาถึงปัจจุบัน นักสะสมยุคนี้เน้นเลือกนาฬิกาที่ใส่ในชีวิตประจำวันได้จริง เข้ากับเสื้อผ้าได้ง่าย ไม่ตะโกนจนเกินไป ความนิยมจึงสวิงกลับมาหาดีไซน์คลาสสิกดั้งเดิมอย่างปฏิเสธไม่ได้เลย (30 มกราคม 2026) [2]
ทองคำกลับมาทวงบัลลังก์อย่างเต็มตัว หลังจากที่ผู้คนแห่ไปบ้าคลั่งวัสดุสแตนเลสสตีลกันอยู่นานหลายปี
ตอนนี้วัสดุทองคำไม่ได้ถูกมองว่าแก่หรือเชยอีกต่อไป แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งที่จับต้องได้ โดยเฉพาะเมื่อจับคู่กับหน้าปัดสีสดใส สีเขียวโอลีฟ หรือสีแชมเปญ ยิ่งทวีความต้องการในตลาด
ข้อมูลจากแพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Chrono24 ชี้ให้เห็นว่า ยอดการค้นหานาฬิกาวัสดุทองคำพุ่งสูงขึ้นกว่า 25% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา สะท้อนพฤติกรรมคนที่มองหามูลค่าในตัวเองของวัสดุที่ไม่มีวันเสื่อมค่า
ตอบเลยว่าน่าลงทุนมาก Rolex Day-Date 36 (Reference 128238) วัสดุ Yellow Gold คือตัวอย่างที่ชัดเจนมาก ราคาตลาดรองเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีอยู่ที่ประมาณ 1,150,000 บาท ($33,000) แต่ปัจจุบันราคาแข็งสุดๆ ไปแตะระดับ 1,350,000 บาท ($38,500) คิดเป็นการเติบโตถึง 17%
แต่ข้อเสียที่คนไม่ค่อยพูดถึงคือ วัสดุทองคำแท้นั้นเป็นรอยขนแมวง่ายมาก แค่เช็ดผิดวิธีก็เกิดรอยแล้ว น้ำหนักเวลาขึ้นข้อก็เอาเรื่องอยู่เหมือนกัน แถมไม่ใช่ทุกหน้าปัดจะราคาดีเสมอไป
ด้วยการดึงเสน่ห์ของนาฬิกาดำน้ำยุคบุกเบิกมาทำใหม่ในสัดส่วนที่เป๊ะสุดๆ Tudor Black Bay 54 (Reference 79000N) เปิดตัวสร้างเสียงฮือฮาใน ปี 2023 ด้วยหน้าปัดขนาด 37 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นการจำลองสัดส่วนต้นฉบับปี 1954 มาได้อย่างไร้ที่ติ
ราคาเฉลี่ยย้อนหลังตั้งแต่เปิดตัวอยู่ที่ 120,000 บาท ($3,500) แต่ราคาในตลาดรองตอนนี้มีการซื้อขายกันทะลุไปที่ 132,000 บาท ($3,800) เติบโตขึ้น 10% ถือว่ารักษาราคาได้ดีเยี่ยมสำหรับแบรนด์ที่คนเคยสบประมาท

ตัวเลขบนกระดานประมูลไม่เคยโกหกใคร มันคือภาพสะท้อนของเงินทุนก้อนใหญ่ที่ไหลเวียนในโลกของนักสะสม สถาบันอย่าง Phillips หรือ Christie’s มักจะเป็นตัวกำหนดทิศทางลมเสมอว่าแบรนด์ไหนกำลังเป็นกระแส หรือแบรนด์ไหนที่นักลงทุนตัวจริงเริ่มเมินหน้าหนี
ข้อมูลจากการเคาะไม้ประมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่า แบรนด์ที่เน้นงานดีไซน์เชิงศิลปะและผลิตในจำนวนจำกัด กำลังแย่งชิงพื้นที่สื่อและเม็ดเงินจากนักสะสมไปได้มหาศาล
อย่างไรก็ตาม แบรนด์ที่เคยพึ่งพากระแสโซเชียลมีเดียเพียงอย่างเดียวโดยขาดประวัติศาสตร์ที่แข็งแรง มักจะทำราคาตกหล่นลงไปอย่างน่าใจหายในห้องประมูล (23 เมษายน 2026) [3]
ทรงรีสุดคลาสสิกที่เคยถูกมองข้าม กำลังกลับมาผงาดเพราะเทรนด์นาฬิกาแนว Dress Watch กำลังมาแรงแบบฉุดไม่อยู่
Cartier Baignoire (Reference WGBA0007) เป็นรุ่นที่สะท้อนความเป็นศิลปะบนข้อมือได้อย่างงดงาม ตัวเลขจากงานประมูลช่วง ปี 2024 ดันให้กระแส Cartier ราคาขึ้นอย่างต่อเนื่องจนหลายคนตกใจ
ราคาเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีเคยป้วนเปี้ยนอยู่แค่ 310,000 บาท ($9,000) แต่ตอนนี้ราคาประมูลและตลาดรองดีดไปถึง 420,000 บาท ($12,000) โตขึ้นแบบจุกๆ ถึง 35% ใครที่แอบเก็บสะสมช่วงก่อนหน้านี้ถือว่ากำไรเน้นๆ แต่ว่ากลไกบางรุ่นอาจจะไม่ถูกใจสายเครื่องกลไก หรืองานตัวเรือนที่เน้นดีไซน์มากกว่าความสมบุกสมบัน ทำให้ต้องระวังเรื่องการตกกระแทกเป็นพิเศษ
ตอบสั้นๆ คือ ใช่ สำหรับรุ่นที่เคยถูกปั่นราคากันเกินจริง ตลาดตอนนี้ฉลาดขึ้นและเลือกซื้อเฉพาะรุ่นที่มีสตอรี่ระดับตำนานจริงๆ เท่านั้น ย้อนกลับไปช่วงโควิด ทุกคนแห่กว้านซื้อนาฬิกาสปอร์ตสตีลหน้าปัด 40-44 มม. จนราคาขยับทะลุเพดาน แต่พอเข้าสู่ปัจจุบัน ความต้องการฮวบลงอย่างเห็นได้ชัด ของเริ่มล้นตลาดจนดันราคาไม่ขึ้น
แบรนด์ระดับกลางหลายแห่งที่เคยทำนาฬิกาดีไซน์หนาเตอะ เริ่มต้องม้วนเสื่อและหันมาปรับลดไซส์ตัวเรือนลง เพื่อเอาใจเทรนด์นักสะสมที่เปลี่ยนไป
ปีนี้เป็นยุคของการล้างไพ่ รุ่นไหนที่เคยแพงเกินจริงจะถูกตลาดลงโทษอย่างหนัก ส่วนความคลาสสิก ขนาดหน้าปัดที่พอดีข้อมือ และวัสดุทองคำ คือพระเอกตัวจริงที่นักสะสมตัวยงยอมควักเงินจ่าย ทิศทางลมเปลี่ยนชัดเจนขนาดนี้ เช็คกรุของคุณให้ดีว่ากำลังถือไพ่ถูกใบอยู่หรือเปล่า
การเล่นนาฬิกาในยุคนี้ ไม่ใช่แค่การหลับตาจิ้มซื้อตามกระแสแล้วหวังว่าพรุ่งนี้ราคาจะพุ่งอีกต่อไปแล้ว ตลาดมีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ข้อมูลข่าวสารเข้าถึงกันหมด สิ่งสำคัญที่สุดคือการซื้อเรือนที่คุณใส่แล้วมีความสุขจริงๆ สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ เพราะต่อให้ราคาตลาดจะแกว่งแค่ไหน อย่างน้อยคุณก็ได้กำไรจากการสวมใส่ไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันแรกที่หยิบมันขึ้นมาทาบข้อมือ

