



เฌอรินน์เชื่อว่าความสนุกที่สุดของการเดินสายล่านาฬิกาวินเทจ ไม่ใช่แค่การได้ครอบครองเรือนแพงๆ แต่คือการขุดค้นประวัติศาสตร์ที่เกือบถูกลืมค่ะ วันนี้เราจะมาพูดคุยกันถึง Rolex รุ่นหายาก ที่เคยถูกผลิตออกมาในจำนวนจำกัดมากๆ และกำลังค่อยๆ เลือนหายไปจากกระดานเทรดในปี 2026 นี่คือขุมทรัพย์ที่เต็มไปด้วย Information Gain ซึ่งไม่ได้หาเจอกันง่ายๆ ตามตู้โชว์ค่ะ
หากเราลองย้อนกลับไปมองการเติบโตของ Luxury Watch Market ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา เราจะพบว่าโมเดลที่ประสบความสำเร็จทางยอดขายในอดีต มักจะไม่ใช่ของแรร์ในปัจจุบันค่ะ
ในทางกลับกัน นาฬิกา Tool Watch ที่มีฟังก์ชันเฉพาะทางจนคนยุคก่อนเข้าไม่ถึง กลับกลายเป็นชิ้นส่วนประวัติศาสตร์ที่ถูกตามล่าอย่างบ้าคลั่ง การจับทิศทางของ การลงทุนนาฬิกา 2026 สำหรับนักสะสมสายลึก จึงโฟกัสไปที่ความขาดแคลน ที่ไม่สามารถใช้เงินเสกขึ้นมาได้ในชั่วข้ามคืน (2 กุมภาพันธ์ 2026) [1]
ย้อนกลับไปในปี 1971 แบรนด์มงกุฎได้เปิดตัว Explorer II Ref. 1655 ออกมาเพื่อตอบโจทย์นักสำรวจถ้ำ ที่ต้องอยู่ในความมืดจนแยกแยะกลางวันกลางคืนไม่ออก ดีไซน์หน้าปัดของรุ่นนี้เต็มไปด้วยสเกล และขีดพรายน้ำที่ดูรก
ในสายตาคนยุคนั้น ผสมกับเข็ม 24 ชั่วโมงสีส้มขนาดใหญ่ ทำให้มันทำยอดขายได้ค่อนข้างแย่ แต่ใครจะรู้คะว่าความไม่ป๊อปปูลาร์ในวันนั้น จะทำให้มันกลายเป็นแรร์ไอเทมที่นักลงทุนสาย Vintage ยุคนี้ยอมจ่ายเช็คเปล่าเพื่อแลกมาครอบครอง (4 มกราคม 2024) [2]
อีกหนึ่งเรือนที่นักสะสมระดับฮาร์ดคอร์ยกให้อยู่บนหิ้งคือ Sea-Dweller Ref. 1665 ค่ะ นาฬิการุ่นนี้คือ Tool Watch สายแข็งขนานแท้ที่ออกแบบมาเพื่องานใต้น้ำลึกโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นตัวอักษรแดงคู่ ‘Double Red’ ที่เริ่มผลิตช่วงปลายยุค 60s หรือ ‘Great White’ ที่ตามมาในปี 1977
การที่มันถูกใช้งานอย่างหนักหน่วง โดยนักประดาน้ำมืออาชีพ ทำให้ตัวเรือนที่รอดพ้นสภาพเยินๆ มาจนถึงทุกวันนี้มีน้อยจนแทบนับเรือนได้
มาวิเคราะห์ลึกลงไปที่ตัวเรือนกันค่ะ ทั้ง 1655 และ 1665 ใช้วัสดุสเตนเลสสตีลที่ทนทาน แต่จุดชี้ขาดมูลค่าที่แท้จริงอยู่ที่องค์ประกอบดั้งเดิม หน้าปัดที่ใช้สารเรืองแสง Tritium แท้ๆ ซึ่งตามปกติจะเกิดการเฟดสี (Patina) ไปเป็นสีเหลืองฟักทองหรือครีมนวลๆ คือสิ่งที่นักสะสมตามหา
และการจะหานาฬิกาจากยุค 70s ที่มาพร้อม Full Set (มีใบรับประกันแบบเจาะรู กล่องไม้ตรงยุค คู่มือดั้งเดิม) ถือเป็นความท้าทายระดับหิน เพราะคนสมัยก่อนมักจะทิ้งกล่องกระดาษเหล่านี้ไปหมดแล้ว สภาพ Full Set จึงมี Investment Potential สูงกว่าเรือนเปล่าเกิน 40% เลยทีเดียวค่ะ (5 พฤศจิกายน 2024) [3]
จากฐานข้อมูลของ WatchCharts และสถิติจากงานประมูลระดับโลกของ Phillips และ Sotheby’s แสดงให้เห็นกราฟราคาที่น่าทึ่งมากค่ะ แม้ในช่วงที่ตลาดรองจะมีการปรับฐาน แต่นาฬิกากลุ่มนี้แทบไม่ได้รับผลกระทบเลย
1655 เข็มส้มหน้าตรงยุค (Mk1 หรือ Mk2 Dial) ที่ไม่เคยผ่านการขัดตัวเรือน สามารถทำสถิติราคาเคาะประมูลที่สูงลิ่วทะลุเพดานประเมินไปไกล นี่คือ Future Vintage Potential ที่พิสูจน์แล้วว่า ของแรร์ตัวจริง ย่อมไม่มีเพดานราคา (2 ธันวาคม 2024) [4]

เมื่อเราขยับเข้ามาดูพฤติกรรมบนกระดานเทรดอย่าง Chrono24 ในปีปัจจุบัน เฌอรินน์พบสถิติหนึ่งที่น่าตกใจมากค่ะ นั่นคืออัตราการเปลี่ยนมือ ของนาฬิกาวินเทจหายากกลุ่มนี้ลดต่ำลงอย่างน่าใจหาย มันไม่ได้แปลว่าคนไม่ต้องการซื้อนะคะ แต่แปลว่าคนที่มีของ ไม่ยอมปล่อยออกมาขายต่างหาก
ถ้าพูดถึงความสาบสูญ Milgauss Ref. 1019 คือตัวอย่างที่คลาสสิกที่สุดค่ะ นาฬิการุ่นนี้ตั้งใจออกแบบมาเพื่อนักวิทยาศาสตร์ในองค์กร CERN ที่ต้องเผชิญกับสนามแม่เหล็กแรงสูง แต่ด้วยดีไซน์ที่ดูเรียบเกินไป เข็มวินาทีแบบตรงธรรมดาที่ไม่ใช่ทรงสายฟ้า ทำให้มันถูกเมินจากตลาดอย่างสิ้นเชิงจนต้องยุติการผลิตไปอย่างเงียบๆ
ในปี 1988 ความล้มเหลวในระดับยอดขายตอนนั้น ทำให้ Milgauss 1019 ถูกจัดเข้าทำเนียบ Rolex รุ่นที่ผลิตน้อย อย่างไม่ได้ตั้งใจ และกลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่นักสะสม Auction Watch ขาดไม่ได้ในคอลเลกชัน
จิตวิทยาของ Watch Collector ในยุคนี้คือการถือครองแบบ Diamond Hands ค่ะ เมื่อพวกเขาได้ครอบครอง Reference ที่ผลิตน้อยมากๆ อย่าง 1655, 1665 หรือ 1019 นาฬิกาเหล่านี้จะถูกเก็บเข้าเซฟและกลายเป็นสินทรัพย์ส่งต่อให้ทายาท มากกว่าจะถูกนำมาเทรดเพื่อทำกำไรระยะสั้น
สภาพตลาดที่ซัพพลายใหม่เป็นศูนย์ และซัพพลายเก่าถูกแช่แข็ง ยิ่งทำให้มูลค่าทางประวัติศาสตร์ของมัน พุ่งทะยานจนประเมินเป็นเม็ดเงินได้ยากขึ้นทุกที
การออกตามล่า Sea-Dweller 1665, Explorer II 1655 หรือ Milgauss 1019 ไม่ใช่แค่เรื่องของการมีงบประมาณเพียงพอค่ะ แต่ต้องอาศัยวิสัยทัศน์ ความเข้าใจในประวัติศาสตร์ และจังหวะเวลาที่ใช่ และเมื่อพอร์ตทางฝั่งสวิสของคุณเริ่มเข้าที่ การลองขยับไปขุดค้น Seiko Vintage ที่นักสะสมทั่วโลกตามหา อย่างพวกตระกูล 62MAS ก็อาจจะเปิดมุมมองใหม่ๆ ได้อย่างน่าทึ่งค่ะ
คำตอบสั้นๆ คือ กฎของ Supply และ Demand ใน Collector Market ค่ะ นาฬิกาที่ขายดีในอดีตแปลว่ามีการผลิตออกมาเยอะ ทำให้ปัจจุบันยังหาได้ง่าย แต่รุ่นที่ขายไม่ออก แบรนด์จะลดกำลังการผลิตหรือยกเลิกการผลิตไปเลย เมื่อเวลาผ่านไป 40-50 ปี ความหายากระดับสุดยอดนี้แหละค่ะ ที่ดึงดูดเม็ดเงินจากนักสะสมที่ต้องการครอบครองสิ่งที่คนอื่นไม่มี
ตัวเลขบนหน้าปัด อาจทำหน้าที่บอกเวลาที่ไหลผ่านไปในแต่ละวัน แต่ร่องรอยการใช้งาน และประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่บนขอบหน้าปัดต่างหาก ที่ทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวของยุคสมัย ตลาดประมูล อาจเป็นตัวกำหนดราคาตัวเลขที่สูงลิบลิ่วให้โลกได้รับรู้ แต่วิสัยทัศน์เท่านั้น ที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ใครคือผู้ที่คู่ควรกับการดูแลรักษาต่อไปค่ะ

