



ปลุกวิญญาณนักล่าของถูกในจังหวะตลาดแดงเดือด เพราะวิกฤตของคนอื่นคือโอกาสทองของเราในการซื้อตอนลง มาดูกันว่าตัวไหนราคาลงมาจนน่าควักเงินจ่ายบ้างในช่วงปี 2026 นี้ เรากำลังมองหานาฬิกาที่ราคาตกลงมาถึงแนวรับ และพร้อมจะเด้งกลับเพื่อทำกำไรในอีก 3-5 ปีข้างหน้า แต่คำถามคือ แล้วนาฬิการุ่นไหนล่ะที่คุ้มค่าพอให้เรายอมเสี่ยงเอาเงินไปลงทุนจริงๆ?
สำหรับคนที่กำลังมองหาจังหวะ ช้อนนาฬิกา เข้าพอร์ต ตอนนี้คือเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการสแกนหาของดีราคาโดน โดยเฉพาะในกลุ่มแบรนด์หลักที่ความต้องการของตลาดยังมีอยู่สูงเสมอ เรามาเจาะลึกกันทีละรุ่นเลยดีกว่าว่าตัวไหนซ่อนมูลค่าที่แท้จริงเอาไว้บ้าง
ใช่เลย จังหวะนี้ Tudor Black Bay 54 คือหนึ่งในตัวเลือกที่ปลอดภัยและมีโอกาสทำกำไรได้ดีที่สุดในกลุ่มราคานี้
นาฬิการุ่นนี้มาในรหัสรุ่น Reference 79000N เปิดตัวครั้งแรกในปี 2023 ซึ่งสร้างกระแสฮือฮาด้วยขนาดหน้าปัด 37 มิลลิเมตร ที่ตอบโจทย์คนข้อมือเล็กและสายวินเทจแบบสุดๆ ตอนเปิดตัวใหม่ๆ ราคาพุ่งไปไกลมากเพราะคนแย่งกันซื้อ
แต่พอเข้าสู่ช่วงปลายปี 2025 ราคาตลาดรองก็เริ่มปรับตัวลงมาพักฐาน ข้อมูลจาก WatchCharts ระบุว่าราคาเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีของตระกูล Black Bay ดำน้ำแบบนี้มีการเติบโตราวๆ 12% แต่สำหรับตัว 54 นี้ ราคาตลาดรองปัจจุบันร่วงลงมาอยู่ที่ประมาณ 110,000 บาท ซึ่งถือเป็นจุดแนวรับที่น่าสนใจมาก หากเก็บยาว 3-5 ปี มีโอกาสทำกำไรส่วนต่างได้อย่างสบายๆ (8 มีนาคม 2025) [1]
ข้อเสียที่คนไม่ค่อยพูดถึงคือ บานพับสายสเตนเลสสตีลที่มีกลไกปรับระดับได้ (T-Fit Clasp) ค่อนข้างกินพื้นที่ใต้ข้อมือ ทำให้บางคนใส่แล้วรู้สึกกางๆ ไม่แนบสนิทไปกับแขน
แต่จากประสบการณ์การใช้งานจริง น้ำหนักของนาฬิกาเรือนนี้เบาและบาลานซ์ดีมาก ใส่ลุยได้ทุกวันแบบไม่ต้องระวังเยอะ ถือเป็นของครบกล่องใบที่ซื้อง่ายขายคล่องสุดๆ เหมาะสำหรับคนที่อยากได้นาฬิกาใช้งานจริงแถมยังมีลุ้นกำไรตอนปล่อยต่อ
คุ้มแน่นอน หากคุณได้ราคาที่ตกลงมาลึกพอ เพราะนี่คือนักดำน้ำระดับตำนานที่มีสภาพคล่องในตลาดสูงมาก
เรากำลังพูดถึงรหัสรุ่น Reference 210.30.42.20.01.001 หน้าปัดลายคลื่นสีดำยอดฮิต ที่ปรับโฉมครั้งใหญ่ในปี 2018 รุ่นนี้จัดเต็มด้วยกลไกสุดซับซ้อนอย่าง Co-Axial Master Chronometer ที่กันสนามแม่เหล็กได้ยอดเยี่ยมและเที่ยงตรงสุดๆ
สถิติจาก Chrono24 ชี้ให้เห็นว่าในช่วงปี 2022 ที่ตลาดบูมสุดขีด รุ่นนี้ราคาพุ่งทะลุไปไกล แต่ปัจจุบันราคาตลาดรองสำหรับของครบกล่องใบหล่นมาอยู่ที่ราวๆ 145,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาป้ายไปเยอะมาก อัตราการเติบโตเฉลี่ยอาจจะไม่หวือหวา แต่ยืนระยะได้แข็งแกร่งและมีคนรอซื้อตลอดเวลา (9 มกราคม 2026) [2]
สิ่งที่ต้องระวังคือ กลไกวาล์วปล่อยก๊าซฮีเลียมที่ตำแหน่ง 10 นาฬิกา ซึ่งในชีวิตประจำวันเราแทบไม่ได้ใช้เลย และบางคนรู้สึกว่ามันเกะกะสายตาเวลาดูเวลา
นอกจากนี้ สายสเตนเลสสตีลที่ค่อนข้างหนาและมีน้ำหนักมาก อาจจะทำให้รู้สึกเมื่อยข้อมือได้ถ้ารูปแบบการใช้ชีวิตของคุณไม่ได้ลุยมากนัก ถ้ารับจุดนี้ได้ การเก็บรุ่นนี้ไว้กินกำไรระยะยาวก็ไม่ใช่เรื่องยาก
น่าสนใจมาก เพราะกระแสนาฬิการูปทรงคลาสสิกกำลังกลับมาครองเมือง และ Cartier ก็เป็นผู้นำในตลาดนี้อย่างแท้จริง
รุ่นที่เราเล็งไว้คือ ขนาดกลาง (Medium) รหัสรุ่น Reference WSSA0029 ที่เปิดตัวไปเมื่อปี 2018 ด้วยดีไซน์หน้าปัดสีขาวคลาสสิกและระบบเปลี่ยนสายง่ายๆ ด้วยตัวเอง (QuickSwitch) ที่ทำให้เปลี่ยนลุคได้ในไม่กี่วินาที
ในอดีต ปี 2020 งานประมูลของ Sotheby’s เคยทำสถิตินาฬิกา Cartier ทรงวินเทจราคาพุ่งทะลุเพดาน ส่งผลให้รุ่นใหม่ๆ ได้รับอานิสงส์ไปด้วย ข้อมูลล่าสุดพบว่าราคาเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีของ Santos เติบโตขึ้นถึง 18% และใครที่สงสัยว่า Cartier ราคาขึ้นจริงไหม บอกเลยว่าจริง แต่ช่วงนี้ราคาตลาดรองของรุ่นนี้ย่อตัวลงมาแตะระดับ 195,000 บาท เป็นจังหวะเก็บของที่สวยงามมาก (17 พฤษภาคม 2026) [3]
ความรู้สึกตอนใส่คือมันแนบไปกับข้อมือเหมือนเป็นเครื่องประดับชิ้นหนึ่ง เข้ากับชุดทำงานหรือวันสบายๆ ได้หมด เป็นนาฬิกาที่ดึงดูดสายตาคนรอบข้างได้ดีเยี่ยม
อย่างไรก็ตาม ข้อเสียหลักคือขอบตัวเรือนที่เงาวับนั้น เกิดรอยขนแมวได้ง่ายมาก แค่เอาชายเสื้อเช็ดก็อาจจะเป็นรอยแล้ว ถ้ารักจะใส่ต้องทำใจเรื่องรอยขีดข่วนให้ได้ หรือถ้าจะเก็บเก็งกำไรก็ต้องระวังอย่าให้มีรอยลึกเด็ดขาด

ถ้าพูดถึงนาฬิกาลงทุนแล้วไม่แวะมาดูพี่ใหญ่อย่าง Rolex เลยก็คงไม่ได้ ช่วงปี 2024-2025 ที่ผ่านมา แบรนด์มงกุฎเจอกับการปรับฐานครั้งใหญ่สุดในรอบทศวรรษ ราคาตลาดรองร่วงลงมาจนหลายคนใจหายกันไปตามๆ กัน
แต่นี่แหละค่ะคือจังหวะซื้อตอนลงที่แท้จริง เพราะสถิติในปี 2026 ชี้ชัดว่าความต้องการซื้อไม่ได้หายไปไหน แค่คนรอให้ราคาลงมาอยู่ในจุดที่สมเหตุสมผลเพื่อจะกลับมาเก็บเข้าพอร์ตอีกครั้ง
การศึกษาความเคลื่อนไหวของ Rolex จะช่วยให้เราเข้าใจกลไกตลาดนาฬิกาทั้งระบบได้ดีขึ้น เพราะเมื่อไหร่ที่พี่ใหญ่เริ่มขยับทำรอบใหม่ แบรนด์อื่นๆ ก็มักจะได้รับกระแสบวกตามไปด้วยเสมอ
ขอหยิบตัวฮิตอย่าง Rolex Submariner (No Date) รหัส 124060 มาทำกรณีศึกษาให้เห็นภาพชัดๆ ย้อนกลับไปช่วงพีก ราคาเคยพุ่งไปแตะเกือบๆ 5 แสนบาท ทำเอานักลงทุนหน้าใหม่แห่ตามกันไปติดดอยเพียบ
แต่พอตัดภาพมาที่ปี 2026 ราคาตลาดรองสำหรับของครบกล่องใบ กลับมายืนอยู่ในโซน 350,000 – 370,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่จับต้องได้และมีส่วนต่างให้ทำกำไรได้อีกมากเมื่อเทียบกับความนิยมที่ไม่มีวันตกยุค
สำหรับคนที่รับความเสี่ยงได้และมีเงินเย็น นี่คือช่วงเวลาทองในการช้อนเก็บ เพราะถ้าอิงจากสถิติเก่า แนวรับราคานี้ถือว่าแข็งแกร่งมาก โอกาสร่วงต่อมีน้อย แต่โอกาสเด้งกลับไปแตะ 4 แสนกลางๆ ในอีก 3 ปีข้างหน้ามีสูงมากทีเดียว
บทเรียนสำคัญจากกรณีศึกษานี้คืออย่าซื้อตอนเกิดกระแส FOMO หรือกลัวตกรถเด็ดขาด เพราะคนที่แห่ซื้อตอนราคาสูงปรี๊ดตามกระแสโซเชียล ต้องใช้เวลานานหลายปีฮีลใจกว่าต้นทุนจะคืนกลับมา
สเต็ปทำกำไรที่เวิร์กสุดในการลงทุนปีนี้ คือการตั้งงบไว้ในใจ ลิสต์รุ่นที่ชอบ แล้วเฝ้ารออย่างใจเย็น พอมันลงมาแตะแนวรับราคาที่เราคำนวณไว้ว่าคุ้มค่า ก็ค่อยควักเงินจ่ายแบบไม่ต้องลังเล
จำไว้เสมอว่านาฬิกาหรูไม่ใช่เหรียญคริปโต มันมีมูลค่าในตัวเองและมีตลาดรองรับชัดเจนทั่วโลก แค่เราเข้าซื้อให้ถูกจังหวะและดูแลรักษาให้ดี กำไรก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยค่ะ
การเข้าซื้อในจังหวะที่ตลาดปรับฐานแบบนี้ ไม่ใช่ว่าจะหลับตาจิ้มรุ่นไหนก็ได้ เราต้องมีหลักเกณฑ์ในการคัดกรองอย่างเข้มข้น เพื่อไม่ให้เงินทุนไปจมกับของที่ไม่มีอนาคตหรือปล่อยออกยาก
เหมาะสมอย่างยิ่ง แต่ต้องเป็นการลงทุนด้วยเงินเย็นและไม่คาดหวังผลกำไรระยะสั้นภายในไม่กี่เดือน
เพราะนาฬิกาที่ราคาตกลงมาจนถึงแนวรับ มักจะเป็นรุ่นยอดนิยมที่มีคนรอซื้ออยู่เสมอ ทำให้เราสามารถปล่อยของออกได้ง่ายเมื่อต้องการใช้เงิน ถือเป็นเซฟโซนที่ดีสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มเข้าวงการ
ตัวอย่างเช่น การซื้อตอนราคาลง 20% แล้วถือรอให้ราคาเด้งกลับไปที่จุดเดิม หรือบวกกำไรเพิ่มอีกนิดหน่อย ก็ถือเป็นชัยชนะของการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทนี้แล้ว ไม่จำเป็นต้องหวังกำไรเป็นเด้งๆ เหมือนในอดีต
ระยะเวลาที่แนะนำคือ 3-5 ปีขึ้นไป เพื่อให้วงจรของตลาดทำงานและดันราคาให้กลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้ง
ในทางกลับกัน หากคุณถือสั้นเกินไป อาจจะโดนกดราคาจากพ่อค้าคนกลางหรือร้านรับซื้อ ทำให้ส่วนต่างกำไรหายไปหมดจนกลายเป็นขาดทุนแทน
สิ่งสำคัญที่ต้องท่องไว้เสมอเพื่อรักษามูลค่าคือ
การใช้กลยุทธ์ซื้อตอนลงในปี 2026 นี้ เป็นโอกาสทองสำหรับคนที่มองเห็นคุณค่าของนาฬิกาแบรนด์ดังในราคาที่จับต้องได้ ถ้ารู้จังหวะและเข้าซื้อถูกตัวอย่าง Tudor, Omega หรือ Cartier ในจุดที่ราคาพักฐาน รับรองว่าพอร์ตลงทุนของคุณจะเติบโตได้อย่างสวยงามแน่นอน
ท้ายที่สุดแล้ว การลงทุนในนาฬิกาก็คือการซื้อความสุขให้ตัวเองในรูปแบบหนึ่ง อย่ามัวแต่มองหาตัวเลขกำไรจนลืมความหลงใหลในศิลปะและกลไกที่อยู่บนข้อมือ เลือกรุ่นที่ใช่ ใส่แล้วมีความสุข แล้วกำไรที่ตามมาจะเป็นเพียงโบนัสชิ้นโตในวันที่เราพร้อมจะส่งต่อมันให้กับคนอื่นเท่านั้นเอง

