



การช้อนนาฬิกาในช่วงที่ตลาดเทขายด้วยความกลัว ถือเป็นจังหวะวัดใจว่าใครคือตัวจริงที่มองเห็นโอกาสทองตอนคนอื่นกำลังหนีตาย ในยุคที่กราฟราคาดิ่งลงจนหลายคนแพนิค นี่คือช่วงเวลาที่เราสามารถคว้าของดีในราคาที่สมเหตุสมผลกว่าเดิมเยอะมาก แต่คำถามสำคัญคือ ราคาที่เราเห็นว่าร่วงลงมาหนักแล้ว มันคือจุดต่ำสุดจริงๆ หรือยังมีสิทธิ์ไหลลงไปได้อีกกันแน่?
ฟันธงเลยว่าจังหวะนี้คือ “ตลาดของผู้ซื้อ” อย่างแท้จริง แต่ต้องเลือกรุ่นให้เป็น ไม่ใช่หลับหูหลับตาซื้อทุกตัวที่ราคาตก หลังจากตลาดผ่านช่วงพีคสุดขีดมาแล้ว ตอนนี้เรากำลังอยู่ในช่วงการปรับฐานราคา หรือที่เรียกกันว่า Price Correction ซึ่งเป็นเรื่องปกติของวัฏจักรการลงทุน
ตัวอย่างเช่น ข้อมูลจาก WatchCharts และ Chrono24 ชี้ให้เห็นว่าดัชนีราคารวมของแบรนด์ตัวท็อปปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่กลางปี 2022 จนถึงปัจจุบันปี 2026 ทีนี้เรามาดูกันว่าแบรนด์หลักๆ ที่เคยเป็นราชาของตลาด ตอนนี้สถานการณ์เป็นยังไงบ้าง
เก็บได้เลยถ้าราคาลงมาแตะแนวรับสำคัญ เพราะนี่คือตำนานที่เลิกผลิตไปแล้วอย่างเป็นทางการ สำหรับ Patek Philippe Nautilus 5711/1A รุ่นหน้าปัดน้ำเงินที่ประกาศ Discontinued ไปเมื่อปี 2021 ตอนนั้นราคาพุ่งทะลุเพดานไปไกลถึง 150,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5 ล้านกว่าบาท)
แต่ในปัจจุบัน ราคาเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี แสดงให้เห็นการย่อตัวลงมาอยู่ที่ราวๆ 80,000 – 90,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นการติดลบจากจุดสูงสุดเกือบ -40% ถ้าย้อนไปดูราคาป้ายก่อนเลิกผลิตที่ประมาณ 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ ราคานี้ก็ยังถือว่ามีพรีเมียมอยู่สูงมาก
ในมุมของนักสะสม นี่คือจังหวะสวนกระแสนาฬิกาที่คุ้มค่า เพราะความต้องการของคนที่อยากได้รุ่นคลาสสิกที่ไม่มีวันผลิตซ้ำนั้นยังมีอยู่ตลอดเวลา การสวมใส่จริงบอกเลยว่าความบางและแนบข้อมือของรุ่นนี้หาตัวจับยากมาก แลกกับข้อเสียคือตัวเรือนเป็นรอยขนแมวง่ายสุดๆ ขอบ Bezel ขัดเงาคือแม่เหล็กดูดรอยขีดข่วนชั้นดี (18 มกราคม 2022) [1]
น่าสนใจมากสำหรับคนที่อยากได้ใส่ใช้งานจริงและเก็บยาวๆ เพราะราคาเริ่มนิ่งและจับต้องได้มากขึ้น ตัวตึงฝั่งสปอร์ตอย่าง Rolex Daytona 116500LN ขอบเซรามิก ก็เจอกับภาวะตลาดปรับฐานเช่นกัน ข้อมูลจากการประมูลของ Phillips และ Sotheby’s ชี้ว่าช่วงพีคสุดราคาวิ่งไปถึงเกือบ 45,000 ดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ราคาตลาดรองไหลลงมาทรงๆ อยู่ที่ 26,000 – 28,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการเติบโตที่สมเหตุสมผลมากขึ้นเมื่อเทียบกับราคาป้าย ข้อดีของการดึงเช็งรอมาจนถึงตอนนี้คือ จะได้นาฬิกาจับเวลาที่ขึ้นชื่อเรื่องความทนทาน กลไกเสถียรที่สุดรุ่นหนึ่งของโลก ใส่ติดข้อได้ทุกวันไม่มีงอแง
แต่จุดบอดที่หลายคนไม่ค่อยบอกคือ หน้าปัดที่ดูยุ่งเหยิงและเข็มจับเวลาที่อ่านค่าจริงค่อนข้างยากสำหรับคนสายตาสั้น ถ้าจะลงทุน ต้องเน้นหาสภาพ Full Set กล่องใบครบๆ เท่านั้น ถึงจะการันตีสภาพคล่องตอนอยากปล่อยต่อได้ง่ายที่สุด
เป็นการพักฐานที่ค่อนข้างแรง แต่โครงสร้างราคายังแข็งแกร่งสำหรับสายทุนหนา อีกหนึ่งตัวท็อป Audemars Piguet Royal Oak 15500ST ที่เคยสร้างปรากฏการณ์ราคาพุ่งปรี๊ด ตอนนี้หลายคนเริ่มลังเลและถามกันเข้ามาเยอะว่าซื้อ AP ขาดทุนไหม ในสภาวะตลาดแบบนี้ คำตอบคือถ้าซื้อตอนยอดดอยย่อมเจ็บตัวแน่นอน
สถิติจาก Bloomberg ระบุว่าราคาตกลงมาประมาณ -35% จากจุดสูงสุดเมื่อสามปีก่อน ข้อเสียของซีรีส์นี้ที่คนใช้งานจริงรู้กันคือ ขอบตัวเรือนที่เหลี่ยมคมนั้นกระแทกเป็นรอยบิ่นได้ง่ายมาก และค่าซ่อมบำรุงแพงหูฉี่ แต่ถ้ามองข้ามเรื่องนี้ไป สัมผัสเวลาประกบลงบนข้อมือมันให้ความรู้สึกหรูหราแบบตะโกนที่ไม่มีใครเลียนแบบฟีลลิ่งนี้ได้ เช็กลิสต์ก่อนตัดสินใจซื้อช่วงตลาดขาลง

นอกเหนือจากเรื่องราคาที่ดึงดูดใจแล้ว การเข้าซื้อในช่วงที่ตลาดซึมๆ แบบนี้ยังมีมิติอื่นๆ ที่ต้องเอามาคำนวณด้วย เพราะบางครั้งของถูกอาจจะกลายเป็นของแพงถ้าดูไม่ขาด เรามาลองวิเคราะห์กันต่อว่า ท่ามกลางกระแสการเทขาย มันมีสัญญาณอะไรซ่อนอยู่บ้าง
สิ่งเหล่านี้จะช่วยบอกว่านาฬิกาเรือนไหนคือของจริงที่ควรค่าแก่การครอบครองในระยะยาว ท่ามกลางกระแสการเก็งกำไรที่เริ่มจางหายไปจากตลาด (18 มกราคม 2026) [3]
ต้องดูจากปริมาณของในตลาด (Supply) เทียบกับระยะเวลาที่ของวางขาย (Days on Market) ในยุคนี้ข้อมูลเข้าถึงง่ายขึ้นเยอะ การเช็กราคาไม่ได้ดูแค่จากหน้าเว็บเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูความเคลื่อนไหวจริงๆ ตามแพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Chrono24 หรือผลประมูลจาก Christie’s ด้วย
ตัวอย่างเช่น ในปี 2023 ที่มีการเทขาย Rolex รุ่นยอดฮิตออกมาเยอะมาก ทำให้ระยะเวลาที่นาฬิกาวางอยู่บนแผงนานขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า อำนาจการต่อรองกลับมาอยู่ในมือของผู้ซื้อเต็มตัว เราสามารถขอดูของ ต่อรองราคา และขอเช็กสภาพอย่างละเอียดได้แบบไม่ต้องรีบร้อนแย่งกับใคร
ถือเป็นกำไรของคนที่ใจเย็นและทำการบ้านมาดี แต่อย่าลืมว่าตลาดนี้ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ความรู้สึกล้วนๆ ทันทีที่มีข่าวเลิกผลิตรุ่นใดรุ่นหนึ่ง ราคาก็พร้อมจะดีดกลับไปบวก 20-30% ภายในชั่วข้ามคืน
ค่าบำรุงรักษาที่แฝงอยู่และความเสี่ยงจากการโดนสับเปลี่ยนอะไหล่แท้ คนส่วนใหญ่โฟกัสแค่เรื่องส่วนต่างกำไรตอนขายต่อ จนลืมคิดถึงต้นทุนแฝง (Hidden Costs) ที่ต้องจ่ายระหว่างทาง นาฬิกาจักรกลที่มีกลไกซับซ้อนอย่างโครโนกราฟ ต้องได้รับการเซอร์วิสทุกๆ 5-7 ปี ซึ่งค่าล้างเครื่องของแบรนด์ระดับไฮเอนด์นั้นสตาร์ทที่หลักหมื่นปลายๆ ไปจนถึงหลักแสน
นอกจากนี้ ประสบการณ์จากนักสะสมหลายคนยังพบปัญหาเรื่องสายเหล็กที่เริ่มย้วยเมื่อใช้งานหนักๆ หรือปัญหาสนิมกินแกนสปริงบาร์หากโดนเหงื่อแล้วไม่ทำความสะอาดให้ดี ข้อเสียยิบย่อยพวกนี้แหละที่จะไปกดราคาตอนที่อยากจะเทรดนาฬิกาเพื่อขยับไปเล่นรุ่นที่ใหญ่กว่า ดังนั้น การประเมินมูลค่าต้องหักลบค่าเสื่อมสภาพพวกนี้เข้าไปในสมการการลงทุนเสมอ
ภาพรวมของการช้อนนาฬิกาในช่วงเวลานี้ ถือเป็นจังหวะที่ได้เปรียบสุดๆ สำหรับคนที่มีเงินเย็นและมองหาความคุ้มค่าในระยะยาว เพราะฟองสบู่ได้แตกไปแล้ว ราคาที่จ่ายวันนี้คือมูลค่าที่สะท้อนความเป็นจริงของกลไกตลาดมากขึ้น เน้นเก็บรุ่นคลาสสิกที่พื้นฐานแน่น แบรนด์แข็งแกร่ง รับรองว่าเจ็บตัวยากกว่าตอนไปไล่ซื้อตอนราคาพุ่งแน่นอน
ท้ายที่สุดแล้ว การครอบครองนาฬิกาหรูมันเป็นเรื่องของแพสชันและความสุขทางใจ มากกว่าการมองตัวเลขบนหน้าจอเพียงอย่างเดียว นาฬิกาที่ดีคือนาฬิกาที่ใส่แล้วยิ้มได้ทุกครั้งที่มองข้อมือตัวเอง จงเลือกซื้อเพราะรักในศิลปะและประวัติศาสตร์ของมัน แล้วผลตอบแทนทางการเงินจะเป็นโบนัสที่ตามมาเอง

