



VAR โกงไหม คำตอบสั้นๆ คือ ยังไม่มีหลักฐานว่าระบบถูกใช้เพื่อโกงการแข่งขัน แต่ประเด็นถกเถียง มักเกิดจากการตีความกติกา และการใช้เทคโนโลยีร่วมกับดุลยพินิจของผู้ตัดสิน ซึ่งเห็นได้ชัดจากฟุตบอลโลก 2026 เมื่อประตูตีเสมอของโครเอเชีย ในเกมพบโปรตุเกส ถูกริบคืน จากข้อมูลเซ็นเซอร์ในลูกฟุตบอล จนแฟนบอลทั่วโลกตั้งคำถามถึง ความโปร่งใส แม้ FIFA จะยืนยันว่า คำตัดสินเป็นไปตามกติกา และข้อมูลทางเทคนิคก็ตาม
การตัดสินด้วย VAR ไม่ได้ให้คอมพิวเตอร์เป็นผู้ชี้ขาด แต่ใช้เทคโนโลยีการกีฬา ช่วยตรวจสอบจังหวะสำคัญ ก่อนส่งข้อมูลให้ผู้ตัดสินในสนามเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย ดังนั้นข้อถกเถียงที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่จึงมาจากการตีความกติกาฟุตบอล มากกว่าความผิดพลาดของระบบเอง
ทุกจังหวะสำคัญไม่ได้ถูกเปลี่ยนคำตัดสินทันที แต่ต้องผ่านขั้นตอนที่กำหนดไว้ในกติกาอย่างชัดเจน เพื่อให้เกิดความถูกต้อง และเป็นธรรมมากที่สุด ดังนี้
ผู้เขียนมองว่าการเข้าใจขั้นตอนเหล่านี้ จะช่วยให้แยกได้ว่าอะไรคือความผิดพลาดของมนุษย์ และอะไรคือกระบวนการที่ระบบถูกออกแบบมาให้ทำงานตามกติกา (2026) [1]
แม้จะมีระบบช่วยตรวจสอบภาพ แต่กติกาฟุตบอลกำหนดชัดเจนว่า ผู้ตัดสินในสนามยังเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจคนสุดท้าย ในทุกเหตุการณ์ ดังนี้
ผู้เขียนมองว่า การให้ผู้ตัดสินเป็นคนตัดสินใจขั้นสุดท้าย ช่วยรักษาสมดุลระหว่างเทคโนโลยี กับการใช้วิจารณญาณของมนุษย์ เพราะฟุตบอลไม่ใช่เกมที่ตัดสินได้ด้วยภาพเพียงอย่างเดียว (1994-2026) [2]

คำตัดสินบางจังหวะกลายเป็นดราม่า เพราะเหตุการณ์เดียวกัน สามารถตีความได้ต่างกันตามกติกา และมุมกล้องที่ใช้ตรวจสอบ ยิ่งเป็นเกมใหญ่หรือมีผลต่อการแข่งขันก็ยิ่งถูกจับตา จนกลายเป็นประเด็นร้อนบอลโลก และจุดเริ่มต้นของข้อถกเถียงเรื่องผู้ตัดสินฟุตบอล ในทุกครั้งที่มีทีมได้หรือเสียประโยชน์จากคำตัดสิน
แม้ทุกคนจะดูภาพเดียวกัน แต่คำตัดสินอาจไม่เหมือนกัน เพราะกติกาฟุตบอลบางข้อ เปิดโอกาสให้ผู้ตัดสินใช้ดุลยพินิจ ตามสถานการณ์จริง ดังนี้
ผู้เขียนมองว่า สิ่งที่แฟนบอลเห็นว่าเหมือนกัน อาจมีรายละเอียดเล็กๆ ที่กติกาให้ความสำคัญ จึงทำให้คำตัดสินต่างกันได้ แม้จะใช้ภาพชุดเดียวกันก็ตาม (5 มีนาคม 2021) [3]
ความรู้สึกว่า ไม่ยุติธรรม มักเกิดขึ้นเมื่อผลการแข่งขัน เปลี่ยนจากการตรวจสอบย้อนหลัง โดยเฉพาะจังหวะที่ทีมรักกำลังได้ประตู หรือได้จุดโทษ แต่สุดท้ายคำตัดสินถูกเปลี่ยน ทำให้อารมณ์ของแฟนบอลมาก่อนเหตุผล และมองว่าทีมตัวเองเสียเปรียบ
ตัวอย่างล่าสุดในฟุตบอลโลก 2026 คือเกม โปรตุเกส 2-1 โครเอเชีย ที่ประตูตีเสมอของโครเอเชียในนาที 90+13 หรือ 103 นาที ถูกยกเลิก หลังตรวจพบการสัมผัสบอลจากเซ็นเซอร์ในลูกฟุตบอล ส่งผลให้โครเอเชียตกรอบ แม้ FIFA จะยืนยันว่าคำตัดสินถูกต้องตามกติกา แต่เหตุการณ์นี้ ก็กลายเป็นหนึ่งในประเด็นถกเถียงที่สุดของทัวร์นาเมนต์ และยังเป็นเกมที่มีการ ริบประตูถึง 4 ประตู ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดในฟุตบอลโลกนัดเดียว
สุดท้ายแล้วแฟนบอลแต่ละคน ย่อมมองเกมผ่านมุมของทีมที่ตัวเองเชียร์ จึงไม่แปลกที่คำตัดสินเดียวกัน จะสร้างทั้งเสียงเห็นด้วย และคัดค้าน ผู้เขียนมองว่าการเข้าใจกติกา ควบคู่กับการแยกอารมณ์ ออกจากข้อเท็จจริง จะช่วยให้มองทุกจังหวะได้เป็นธรรมมากขึ้น ไม่ว่าผลจะเข้าข้างทีมไหนก็ตาม
ก่อนสรุปว่า VAR โกงไหมนั้น ควรแยกให้ออกระหว่าง ความผิดพลาดของมนุษย์ กับการทำงานของระบบ เพราะจนถึงปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่า VAR ถูกใช้เพื่อโกงการแข่งขัน สิ่งที่ถกเถียงกันส่วนใหญ่ เกิดจากการตีความกติกา และดุลยพินิจของผู้ตัดสินในแต่ละจังหวะ มากกว่าความผิดพลาดของเทคโนโลยีเอง
ข้อถกเถียงเกิดขึ้น เพราะฟุตบอลมีกติกาหลายข้อที่ต้องใช้ ดุลยพินิจของผู้ตัดสิน ไม่ใช่ตัดสินจากภาพ หรือเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว เมื่อผลการแข่งขันเปลี่ยนจากการตรวจสอบย้อนหลัง แฟนบอลจึงมักตั้งคำถามถึงความยุติธรรม แม้คำตัดสินจะเป็นไปตามกติกาที่ใช้อยู่ก็ตาม
การดูฟุตบอลอย่างเป็นกลาง เริ่มจากแยกข้อเท็จจริง ออกจากอารมณ์เชียร์ทีมรัก แล้วอ้างอิงกติกาของ IFAB และคำอธิบายจาก FIFA ก่อนตัดสินว่าคำตัดสินถูกหรือผิด เมื่อเข้าใจหลักการทำงานของผู้ตัดสิน และระบบช่วยตัดสิน คุณจะวิเคราะห์เกมได้รอบด้าน และสนุกกับฟุตบอลมากขึ้น ไม่ว่าจะได้ผลการแข่งขันแบบใดก็ตาม

