



ช่วงต้นปี 2026 ที่ผ่านมา ถ้าใครสังเกตความเคลื่อนไหวในงานประมูลของ Phillips หรือ Sotheby’s จะเห็นแพทเทิร์นหนึ่งที่ชัดเจนมากค่ะ นั่นคือความต้องการของตลาดไม่ได้กระจุกตัวอยู่แค่สปอร์ตเซรามิกยุคใหม่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป นักล่าของแรร์เริ่มเบนเข็มกลับมาเฟ้นหา Rolex รุ่นน่าสะสม จากยุคก่อนที่กำลังจะก้าวข้ามเส้นแบ่ง ไปสู่การเป็นวินเทจเต็มตัว
ในโลกของ Watch Investment เรามักจะแบ่งยุคของนาฬิกาออกเป็นช่วงๆ ค่ะ เมื่อนาฬิกาสปอร์ตยุคปัจจุบันเริ่มมีราคาทรงตัวในระดับสูง สิ่งที่ตามมาคือกระแสของตลาดรอง ที่เริ่มหันไปให้ความสนใจกับรุ่นที่เคยเป็นทางผ่าน แต่วันนี้กลับกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ทุกคนอยากครอบครอง
ซึ่งทิศทาง การลงทุนนาฬิกา 2026 ชี้ให้เห็นว่า ความคลาสสิกดั้งเดิมที่เทคโนโลยีสมัยใหม่ผลิตซ้ำไม่ได้ คือแกนหลักของการสร้าง Information Gain ชั้นดีให้กับพอร์ตโฟลิโอของคุณ
ถ้าพูดถึงเดรสวอตช์ที่ใส่ได้ทุกวัน Datejust Ref. 1601 คือกระดุมเม็ดแรกที่นักสะสมมักจะกลัดเสมอค่ะ เฌอรินน์มักจะเห็นเรือนนี้โผล่มาบนข้อมือของนักลงทุนระดับท็อปบ่อยมาก
สิ่งที่ทำให้ 1601 แตกต่างจาก Datejust ยุคใหม่คือดีไซน์หน้าปัดแบบ Pie-Pan ที่มีขอบลาดลงคล้ายถาดอบพาย ผสมผสานกับกระจกเซลลูลอยด์ทรงโดม มันให้มิติแสงเงาที่นุ่มนวลและมีคาแรกเตอร์ที่หาไม่ได้ในกระจกแซฟไฟร์แบนๆ ของยุคนี้ (13 สิงหาคม 2025) [1]
อีกหนึ่งตัวแทนของสายสปอร์ตที่ขาดไม่ได้คือ Submariner Ref. 5513 (No-Date) ค่ะ เรือนนี้คือภาพจำของ Tool Watch ที่แท้จริง ก่อนที่วงการจะรู้จักกับขอบเซรามิกเงาวับ หน้าปัดที่สกรีนข้อความเพียงสองบรรทัด ให้ความรู้สึกมินิมอลและบาลานซ์ที่สุดบนหน้าปัด 40mm นี่คือนาฬิกาดำน้ำที่นักสะสมยกย่องว่ามีสัดส่วนสมบูรณ์แบบที่สุดรุ่นหนึ่งในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ (21 กันยายน 2023) [2]
เจาะลึกกันสักนิดค่ะ Datejust 1601 เริ่มผลิตช่วงปี 1959 ยาวไปจนถึงปลายยุค 70s มาพร้อมขอบหยัก (Fluted Bezel) วัสดุ White Gold 18K และกลไก Calibre 1570 ที่ทนทานสุดๆ ในขณะที่ Submariner 5513 เปิดตัวในปี 1962 และลากยาวสายการผลิตไปจนถึงปี 1989
จุดเปลี่ยนสำคัญคือช่วงปลายยุค 60s ที่เปลี่ยนจากหน้าปัดเงา มาเป็นหน้าปัดด้าน การหาทั้งสองรุ่นนี้ในสภาพหน้าปัดสวยๆ พรายน้ำทริเทียมฟูๆ และที่สำคัญคือเป็น Full Set (มีใบรับประกันแบบเจาะรูหรือเขียนมือยุคเก่า กล่องไม้ตรงปี) ถือเป็นความท้าทายระดับสูงที่มี Production หมุนเวียนในตลาดสภาพนี้น้อยลงทุกวัน (13 มกราคม 2026) [3]
ข้อมูลบน WatchCharts และสถิติจากกระดานเทรด Chrono24 แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ราคาของ 5513 ค่อยๆ ขยับฐานขึ้นอย่างมั่นคง ไม่ได้สวิงขึ้นลงรุนแรงเหมือนรุ่นเก็งกำไรยุคใหม่ ในปีที่ผ่านมาราคาของ 5513 หน้าปัด Maxi Dial สภาพสวยจัดๆ สามารถปิดประมูลที่ Phillips ไปด้วยราคาพรีเมียมที่สูงกว่าราคาตลาดรองทั่วไปถึง 20%
นี่คือ Future Vintage Potential ที่ชัดเจนมาก ส่วน 1601 แม้จะเข้าถึงง่ายกว่า แต่เรือนที่มีหน้าปัดสีแปลกตา (Sigma Dial หรือลินิน) ก็เริ่มเห็นกราฟราคาที่ชี้หัวขึ้นแบบมีนัยสำคัญแล้วค่ะ

เมื่อพูดถึงจิตวิทยาของ Collector Market เฌอรินน์สังเกตว่าความต้องการลึกๆ ของนักสะสมมักจะวนกลับมาหาความเรียบง่ายที่ซ่อนเรื่องราวเสมอ ในอดีตคนอาจจะมองข้ามความเรียบง่ายนี้ไป แต่เมื่อวงการขับเคลื่อนมาถึงจุดอิ่มตัวของดีไซน์หวือหวา นาฬิกาอย่าง Explorer Ref. 1016 จึงกลายเป็นเป้าหมายหลักที่ถูกไล่ล่าเข้าเซฟเพื่อเก็บเป็น Rolex Vintage น่าลงทุน ในระยะยาว
Explorer 1016 เริ่มสายการผลิตในปี 1959 และสิ้นสุดในปี 1989 ถือเป็น Reference ที่มีอายุทำตลาดบนแคตตาล็อกยาวนานที่สุดรุ่นหนึ่งเลยค่ะ ขนาด 36mm กับหน้าปัดสีดำที่มีตัวเลขอารบิก 3-6-9 คือหัวใจหลักของรุ่นนี้
สิ่งที่ทำให้นักสะสมหลงใหลคือ การเฟดของพรายน้ำทริเทียมที่เปลี่ยนจากสีขาวกลายเป็นสีเหลืองครีม หรือฟักทอง ซึ่งแต่ละเรือนจะทำปฏิกิริยากับแสงและสภาพอากาศในอดีตมาไม่เหมือนกัน ทำให้ 1016 ทุกเรือนในโลกมีหน้าตาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว (Unique Piece) โดยปริยาย (16 กันยายน 2025) [4]
สัญญาณที่เราเห็นจากบรรดานักสะสมระดับฮาร์ดคอร์ คือการเริ่มเทขายโมเดลยอดฮิตยุคใหม่บางส่วน เพื่อนำทุนมาไล่เก็บ 1016 สภาพแชมป์ (Mint Condition) แทนค่ะ
เพราะพวกเขาประเมินแล้วว่า Investment Potential ของนาฬิกาที่มีสตอรี่ผูกพันกับการพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ ผนวกกับเคสที่บางกว่า Explorer ยุคปัจจุบัน ย่อมให้ความรู้สึกของการสวมใส่จิตวิญญาณแห่งการผจญภัยได้ลึกซึ้งกว่า ซึ่งเป็น Demand ระดับพรีเมียมที่ขับเคลื่อนด้วยแพสชันล้วนๆ
การเลือกเก็บ Datejust 1601, Submariner 5513 และ Explorer 1016 ในช่วงปี 2026 ไม่ใช่แค่การซื้อนาฬิกามือสองค่ะ แต่เป็นการคว้าตั๋วขบวนสุดท้ายก่อนที่นาฬิกาเหล่านี้จะทะยานขึ้นสู่ทำเนียบ Vintage Watch สำหรับใครที่เริ่มมีพอร์ตแน่นแล้ว การมองข้ามสายแบรนด์ไปศึกษาว่ามี Omega รุ่นวินเทจที่น่าสะสม ตัวไหนที่น่าสนใจบ้าง ก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ช่วยบาลานซ์ให้กับกรุนาฬิกาของคุณ
เพราะคุณค่าของนาฬิกากลุ่มนี้ไม่ได้อยู่ที่สเปก แต่อยู่ที่ร่องรอยของยุคสมัย (Patina) และความหายากค่ะ กระจกพลาสติกเซลลูลอยด์ที่เป็นรอยได้ หรือหน้าปัดที่สีลอกเฟดตามธรรมชาติ คือสิ่งที่บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของนาฬิกาเรือนนั้นๆ ในตลาดนักสะสม ความสมบูรณ์แบบที่เกิดจากโรงงานในปัจจุบัน มีมูลค่าสู้งานศิลปะที่ถูกวาดด้วยกาลเวลาไม่ได้เลยค่ะ
บางเรือนไม่ได้มีค่าเพราะราคาป้าย หรือสเปกที่แข็งแกร่งทนทานที่สุด แต่มีค่าเพราะมันได้กักเก็บเอาช่วงเวลาที่ไม่อาจย้อนกลับไปได้อีก ตลาดอาจกำหนดราคาซื้อขายตามเทรนด์และสภาพเศรษฐกิจ… แต่วิสัยทัศน์ ความเข้าใจในประวัติศาสตร์ และรสนิยมของนักสะสมต่างหาก ที่เป็นตัวกำหนดคุณค่าที่แท้จริง ซึ่งจะสืบทอดต่อไปบนข้อมือของคุณค่ะ

