



เสียงค้อนไม้กระทบแท่นในห้องประมูลของ Phillips ที่เจนีวาเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา เป็นสัญญาณที่ชัดเจนมากค่ะว่ากระแสเงินทุนกำลังไหลไปในทิศทางไหน วันนี้เราจะมาเจาะลึก Rolex รุ่นที่นักสะสมตามหา ในมุมมองของ Auction Enthusiast กัน เพราะในขณะที่นาฬิกาสปอร์ตยุคใหม่มีราคาที่เริ่มทรงตัว บรรดา Reference รุ่นบุกเบิกกลับกำลังสร้างสถิติใหม่และกลายเป็น Luxury Watch ค่ะ
เวลาที่เราวิเคราะห์แคตตาล็อกของงานประมูลระดับโลกอย่าง Christie’s หรือ Sotheby’s เราจะเห็นแพทเทิร์นการตั้งราคา ที่ไม่ได้อิงจากฟังก์ชันการใช้งานอีกต่อไปแล้วค่ะ แต่ประเมินจากความหายากและเรื่องราว นาฬิกาที่เคยเป็นเพียงแค่อุปกรณ์บอกเวลาสำหรับมืออาชีพในอดีต ได้กลายสภาพเป็นสินทรัพย์ทางเลือกชั้นยอด
ซึ่งการก้าวเข้ามาศึกษากลไกของตลาดประมูลนี้ จะช่วยให้เรามองเห็น Information Gain ที่ซ่อนอยู่ และเข้าใจว่าทำไมคอลเล็กเตอร์ระดับมหาเศรษฐีถึงยอมทุ่มเงินประมูล Omega กับตลาด Auction หรือแบรนด์มงกุฎในระดับราคาที่ทะลุเพดานไปไกล (2 กรกฎาคม 2025) [1]
ถ้าพูดถึงราชันย์แห่งสนามประมูล Daytona คือชื่อแรกที่ผุดขึ้นมาเสมอค่ะ แต่สำหรับนักล่าของแรร์ Reference 16520 คือจอกศักดิ์สิทธิ์ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของรอยต่อทางเทคโนโลยี รุ่นนี้คือ Daytona ออโตเมติกรุ่นแรกของแบรนด์ที่สร้างปรากฏการณ์ในช่วงปลายยุค 80s ถึงยุค 90s และเป็นที่ยอมรับใน Watch Collector ทั่วโลกว่านี่คือความคลาสสิกที่แฝงไปด้วยพลังของการลงทุน
ขยับมาที่สายดำน้ำกันบ้าง Submariner ถือเป็นรากฐานของ Watch Collecting แต่สำหรับ 1680 มันคือการบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ เพราะเป็นครั้งแรกที่แบรนด์เพิ่มฟังก์ชันวันที่ (Date) พร้อมกระจกเลนส์ขยายไซคลอปส์เข้ามา ความดิบของกระจกพลาสติกเซลลูลอยด์ทรงสูง (Top Hat) ทำให้มันมีคาแรกเตอร์ที่ดุดันและคลาสสิกเหนือใคร
ความพิเศษที่เหล่านักสะสมระดับโปรจ้องตะครุบคือ หน้าปัด 6 รูปแบบ หรือ Mark 1-6 ค่ะ โดยเฉพาะ Mark 1 ที่เป็นแบบ Meter First (ระบุระยะเมตรขึ้นก่อน) ซึ่งผลิตออกมาน้อยมากจนกลายเป็นแรร์ไอเทมในฝัน นอกจากนี้ตัวอักษรสีแดงบนหน้าปัดมักจะเฟดเปลี่ยนสีตามกาลเวลาเป็นสีส้มหรือสีชมพูจางๆ ยิ่งเพิ่มมูลค่าความเก๋าที่หาเรือนไหนมาเลียนแบบได้ยากจริงๆ ค่ะ
เจาะลึกสเปกกันสักนิดนะคะ Daytona 16520 เปิดตัวครั้งแรกในปี 1988 และเลิกผลิตในปี 2000 ความพิเศษคือการใช้กลไก Calibre 4030 ซึ่งเป็นการนำเครื่อง Zenith El Primero มาปรับแต่งใหม่ วัสดุตัวเรือนเป็นสเตนเลสสตีล
ในขณะที่ Submariner 1680 เปิดตัวในช่วงปี 1969 ความแรร์ขั้นสุดคือหน้าปัดที่พิมพ์คำว่า SUBMARINER ด้วยตัวหนังสือสีแดง ซึ่งผลิตอยู่เพียงแค่ช่วงสั้นๆ จนถึงปี 1975 ก่อนจะเปลี่ยนเป็นตัวหนังสือสีขาว การเสาะหานาฬิกาสองรุ่นนี้ในสภาพหน้าปัดสมบูรณ์ และมีอุปกรณ์กล่องใบครบชุด ถือเป็นมิชชันระดับสูงสุดของ Collector Market ในยุคนี้เลยค่ะ (22 ธันวาคม 2020) [2]
ข้อมูลจาก WatchCharts และ Bloomberg ชี้ให้เห็นว่า Daytona 16520 โดยเฉพาะหน้าปัดที่มีการเฟดสีของวงจับเวลาจนกลายเป็นสีน้ำตาล สามารถเคาะราคาประมูลได้สูงกว่ารุ่นปกติถึง 2-3 เท่าตัว ส่วน Submariner 1680 Red Submariner สภาพที่ตัวถังหนาคม ก็ทำสถิติราคาทะลุเพดานในตลาดประมูลแทบจะทุกไตรมาส
มันคือ Future Vintage Potential ที่มีแต่มูลค่าจะเพิ่มขึ้น เพราะยอดการผลิตในอดีตมีน้อย และยิ่งน้อยลงไปอีกเมื่อเวลาผ่านไปเกือบครึ่งศตวรรษ (13 ธันวาคม 2025) [3]

เมื่อเราวิเคราะห์จิตวิทยาเบื้องหลังพฤติกรรมการบิดประมูล เราจะพบว่ากลุ่มทุนระดับโลกไม่ได้ซื้อนาฬิกาเพื่อดูเวลาค่ะ แต่พวกเขาซื้อเศษเสี้ยวของประวัติศาสตร์ ที่ไม่สามารถผลิตซ้ำได้อีกแล้ว ในขณะที่เทรนด์ การลงทุนนาฬิกา 2026 เริ่มคัดกรองนักเก็งกำไรระยะสั้นออกไป ตลาดกลับยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเพราะเม็ดเงินถูกย้ายมาลงทุนในสินทรัพย์ที่มีคุณค่าทางศิลปะและอารมณ์สูง
เทรนด์ที่น่าจับตาในปีนี้คือการพุ่งเป้าไปที่นาฬิกาที่มี ‘Provenance’ หรือประวัติที่มาที่ไปชัดเจนค่ะ หากเรือนไหนมีหลักฐานว่าเคยผ่านมือบุคคลสำคัญ หรือมีบันทึกการเข้ารับบริการที่ต่อเนื่อง ราคาประมูลอาจพุ่งสูงกว่าราคาประเมินล่วงหน้าเกิน 50% เพราะความมั่นใจในแหล่งที่มากลายเป็น ‘Safe Haven’ ของนักลงทุนที่ต้องการถือยาวอย่างอุ่นใจค่ะ
อีกหนึ่งโมเดลที่เรียกเสียงฮือฮาในห้องประมูลเสมอคือ GMT-Master Ref. 1675 ค่ะ นาฬิกานักบินที่ผลิตยาวนานตั้งแต่ปี 1959 ถึง 1980 เสน่ห์ที่ทำให้ราคาของมันวิ่งแบบไร้เพดานคือขอบฟิล์มอะลูมิเนียม Pepsi ที่เฟดสีไปตามสภาพแวดล้อมที่เจ้าของเก่าสวมใส่
บางเรือนสีแดงซีดจนกลายเป็นสีชมพูบานเย็น ซึ่งความไม่สมบูรณ์แบบที่เกิดจากธรรมชาตินี้ ทำให้ 1675 แต่ละเรือนกลายเป็นงานศิลปะแบบ Unique Piece ที่มีเพียงเรือนเดียวในโลก
ในวงการ Auction Watch กฎเหล็กที่ชี้วัดว่านาฬิกาเรือนนั้นจะทำสถิติใหม่หรือไม่ คือความสมบูรณ์ของเอกสารประกอบค่ะ นาฬิกาอายุ 40-50 ปีที่มีใบรับประกันตรงปี มีป้ายแท็กและคู่มือครบ จะมี Investment Potential สูงกว่านาฬิกาตัวเปล่าอย่างมหาศาล เพราะกระดาษเก่าๆ เหล่านั้นคือเครื่องยืนยันความออริจินัล ซึ่งเป็นสิ่งที่นักสะสมระดับโลกให้ความสำคัญสูงสุด
คำว่า Full Set ในวันนี้ไม่ได้มีแค่กล่องกับใบรับประกันนะคะ แต่นักสะสมยังมองหา ‘Small Details’ อย่างเหรียญเขียว (Green Tag), คู่มือการใช้งานที่ตรงรุ่น ไปจนถึงใบเสร็จตัวจริงจากตัวแทนจำหน่ายในอดีต ซึ่งองค์ประกอบยิบย่อยเหล่านี้เปรียบเสมือน DNA ที่พิสูจน์ความแท้จริงแบบดั้งเดิม และช่วยให้ราคาขายต่อยืนหนึ่งได้แบบไม่มีใครกล้ากดราคาในทุกสมรภูมิการเทรดเลยล่ะค่ะ
การทำความเข้าใจกลไกของตลาดประมูลและอิทธิพลของ Daytona 16520, GMT-Master 1675 และ Submariner 1680 คือกุญแจสำคัญที่ทำให้นักลงทุนสามารถมองทะลุเทรนด์ระยะสั้น และเห็นถึงมูลค่าที่แท้จริงค่ะ การเริ่มจัดพอร์ตและศึกษาว่ามี Rolex Vintage น่าลงทุน ตัวไหนบ้างที่กำลังเตรียมตัวก้าวขึ้นสู่แท่นประมูลในอนาคต คือกลยุทธ์ที่เฉียบคมที่สุดในปี 2026 ค่ะ
เฌอรินน์ขอเตือนเลยนะคะว่า ห้ามทำเด็ดขาดค่ะ ในมุมมองของนักสะสมและสถาบันประมูล พรายน้ำ Tritium ที่แตก เฟดสี หรือเสื่อมสภาพ ถือเป็นเสน่ห์และหลักฐานทางประวัติศาสตร์ หากคุณส่งเข้าศูนย์แล้วโดนเปลี่ยนหน้าปัดเป็นอะไหล่ยุคใหม่ หรือทาพรายน้ำใหม่ มูลค่าของนาฬิกาในฐานะของสะสมจะหายไปทันทีเกิน 50% ค่ะ
ตัวเลขที่เคาะจบในงานประมูล อาจทำให้เราตื่นตะลึงกับมูลค่าที่พุ่งสูงขึ้นแบบไร้ขีดจำกัด แต่ในความเป็นจริง บางเรือนไม่ได้มีค่าเพราะมันสามารถทำลายสถิติราคาได้ แต่มีค่าเพราะมันได้กักเก็บเอาช่วงเวลาที่ไม่อาจย้อนกลับไปได้อีก ตลาดอาจเป็นตัวกำหนดราคาซื้อขายตามกลไก… แต่นักสะสมต่างหาก ที่เป็นผู้มอบชีวิตและกำหนดคุณค่าให้ตำนานเหล่านั้นยังคงหายใจต่อไปค่ะ

