



หากเราเปิดดูกราฟสถิติความเคลื่อนไหวในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา หลายคนคงตั้งคำถามในใจว่าทำไม Rolex ราคาขึ้นในตลาดรอง อย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ แม้จะอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน สวัสดีค่ะ เฌอรินน์เอง วันนี้เราจะมาเจาะลึก Secondary Market ด้วยมุมมองของนักลงทุนกันค่ะ
ในโลกของการลงทุนสินทรัพย์ทางเลือก นาฬิกาหรูได้ขยับสถานะจากเครื่องประดับบอกเวลา กลายเป็นเกราะป้องกันเงินเฟ้อที่นักสะสมเลือกใช้ค่ะ เมื่อเรามองดูโครงสร้างของตลาดรอง เราจะพบว่ามันถูกขับเคลื่อนด้วยความหายาก และคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ที่แบรนด์ได้ทิ้งร่องรอยเอาไว้ใน Reference รุ่นเก่าๆ
ข้อมูลความเคลื่อนไหวจากแพลตฟอร์มอย่าง WatchCharts และรายงานจาก Bloomberg ชี้ให้เห็นแพทเทิร์นที่น่าสนใจมากค่ะ ในช่วงปี 2021 ถึงกลางปี 2022 ตลาดนาฬิกาหรูเกิดสภาวะราคาพุ่งทะยาน จากกลุ่มนักเก็งกำไรระยะสั้น ก่อนที่ตลาดจะทำการปรับฐาน ในช่วงปี 2023-2024 และกลับมาสร้างจุดสมดุลใหม่ที่แข็งแกร่งในช่วงต้นปี 2026
สิ่งที่น่าสังเกตคือ ทิศทาง การลงทุนนาฬิกา 2026 ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การกว้านซื้อรุ่นกระแสหลักเจเนอเรชันปัจจุบันเพียงอย่างเดียว แต่นักลงทุนกลับเทเม็ดเงินมหาศาลไปที่กลุ่ม Neo-Vintage สปอร์ตเรือนเหล็ก เพราะเป็นกลุ่มที่มีจำนวนจำกัดและทยอยหายไปจากตลาดหมุนเวียน ส่งผลให้ Demand จริงในตลาดประมูลระดับโลกแข็งแกร่งอย่างมีนัยสำคัญ (4 กรกฎาคม 2024) [1]
การเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีในอดีต คือตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นดีที่ทำให้ทั้งสองรุ่นนี้กลายเป็นเป้าหมายหลักของการจัดพอร์ตโฟลิโอค่ะ ทั้ง Daytona ที่เปรียบเสมือนราชาแห่งสนามแข่งมอเตอร์สปอร์ต และ Submariner ที่เป็นไอคอนิกสูงสุดของนาฬิกาดำน้ำ ต่างมีพัฒนาการในช่วงรอยต่อยุค 2000s ที่ส่งผลโดยตรงต่อมูลค่าและความต้องการในปัจจุบัน
สิ่งที่ทำให้นักสะสมสายลึกยอมจ่ายพรีเมียมให้กับ Daytona 116520 คือเสน่ห์ของหน้าปัด Panna Dial ในรุ่นปีต้นๆ ที่หน้าปัดขาวเริ่มเปลี่ยนเป็นสีครีมนวลอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งกลายเป็น Rare Item ที่หาได้ยากมากในปัจจุบัน
ขณะที่ Submariner 14060M นั้นถูกขนานนามว่าเป็น The Last of the Best เพราะเป็นรุ่นสุดท้ายที่ยังคงใช้ตัวเรือนสัดส่วนคลาสสิกและมีรูข้างหู (Drilled Lugs) อันเป็นเอกลักษณ์ของ Tool Watch ยุคดั้งเดิมที่หายไปในรุ่นขอบเซรามิกค่ะ (25 ธันวาคม 2021) [2]
มาลงลึกกันที่รายละเอียดค่ะ Daytona Ref. 116520 เปิดตัวครั้งแรกในปี 2000 ถือเป็นหน้าประวัติศาสตร์ใหม่เพราะเป็นรุ่นแรกที่แบรนด์เปลี่ยนมาใช้กลไก In-house Calibre 4130 อย่างเป็นทางการ วัสดุเป็น Oystersteel ที่ขัดเงาอย่างงดงาม แม้จะมีช่วงอายุการผลิตที่ยาวนานถึงปี 2016 แต่การตามหาเรือนหน้าปัดขาว (White Dial) ที่เป็น Full Set สมบูรณ์ในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยค่ะ
ส่วน Submariner Ref. 14060M ผลิตในช่วงปี 1999-2012 ถือเป็นรอยต่อที่มีเสน่ห์มากเพราะมีทั้งหน้าปัดแบบพิมพ์ 2 บรรทัด (Two-Liner) และ 4 บรรทัด (Four-Liner) สัดส่วนตัวเรือนที่บางคลาสสิก ขอบฟิล์มอะลูมิเนียม และการอัปเกรดมาใช้สปริงสายใย Parachrom ทำให้มันเป็น Tool Watch ที่ลงตัวที่สุดรุ่นหนึ่ง
สถิติการเปลี่ยนมือบนแพลตฟอร์ม Chrono24 แสดงให้เห็นชัดเจนว่า Daytona 116520 มีสถิติการเติบโตของราคาในช่วง 5 ปีล่าสุดอย่างแข็งแกร่ง แม้จะเจอจังหวะที่ตลาดปรับฐาน แต่ราคาก็ไม่เคยร่วงลงไปแตะราคาป้ายเดิมเลย นี่คือ Investment Potential ระดับ A-List ที่พิสูจน์ตัวเองแล้ว
ส่วน 14060M นั้น กราฟราคาใช้วิธีค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นแบบขั้นบันได มันคือ Future Vintage Potential ที่มี Collector Demand สนับสนุนอยู่เสมอ เพราะนักสะสมรุ่นใหม่โหยหาเสน่ห์ความสมมาตรของหน้าปัดแบบ No-Date ที่ไม่มีเลนส์ขยายไซคลอปส์มารบกวนสายตานั่นเองค่ะ (21 เมษายน 2023) [3]

นอกเหนือจากสายสปอร์ตทางเรียบและดำน้ำแล้ว นาฬิกานักบินที่เชื่อมโยงนักเดินทางข้ามไทม์โซนอย่าง GMT-Master II Ref. 16710 คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ทำให้พอร์ตโฟลิโอมีมิติ มีสีสัน และให้ผลตอบแทนที่น่าตื่นเต้นที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาดรองค่ะ
16710 เริ่มสายการผลิตตั้งแต่ปี 1989 ไปจนถึงปี 2007 ความน่าหลงใหลที่แท้จริงของมันไม่ได้อยู่ที่กลไก แต่อยู่ที่ชิ้นส่วนอย่างขอบฟิล์มอะลูมิเนียมสองสี (ทั้ง Pepsi, Coke และ All Black) ที่เมื่อผ่านกาลเวลาและการใช้งาน สีสันจะเกิดการเฟด (Faded Patina) ซึ่งปฏิกิริยาการเปลี่ยนสีนี้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของนาฬิกาแต่ละเรือน
การเสาะหาหน้าปัดที่ใช้สารเรืองแสง Tritium (T<25) แท้ๆ ที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองครีม ถือเป็นเป้าหมายสูงสุดที่ทำให้ Reference นี้ถูกจัดให้เป็น Rolex รุ่นสะสมระยะยาว ที่เซียนสายวินเทจระดับโลกต่างยอมควักกระเป๋าจ่ายแบบไม่มีเพดานจำกัด
หากเราติดตามงานประมูลของสถาบันใหญ่อย่าง Phillips หรือ Sotheby’s จะพบว่านาฬิกา 16710 สภาพดั้งเดิม สามารถทำสถิติราคาได้น่าทึ่งเสมอ จิตวิทยาของตลาดรองในยุคปัจจุบันคือ การยินดีจ่ายค่าพรีเมียมให้กับความสมบูรณ์แบบที่เกิดจากกาลเวลา มากกว่าความสมบูรณ์แบบจากเทคโนโลยีสมัยใหม่
การเปลี่ยนมือแต่ละครั้ง จึงเป็นการเซ็ตเพดานราคาใหม่ให้สูงขึ้นเสมอ และเมื่อคุณจัดพอร์ตของแบรนด์มงกุฎจนเริ่มนิ่งแล้ว การมองหา Omega ที่ราคาขึ้นเร็ว ในเจเนอเรชันใกล้เคียงกันอย่างตระกูล Speedmaster Cal.1861 ก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์กระจายความเสี่ยงที่นักลงทุนชั้นเซียนนิยมทำควบคู่กันค่ะ
การวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวของราคาตลาดรองในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การเลือกลงทุนใน Reference ที่มีสตอรี่ชัดเจนและเป็นรอยต่อทางประวัติศาสตร์อย่าง Daytona 116520, Submariner 14060M และ GMT-Master II 16710 คือกลยุทธ์การรักษาความมั่งคั่งที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผลจริงค่ะ
สภาพดั้งเดิม คือหัวใจที่สำคัญที่สุดของการลงทุนค่ะ เฌอรินน์แนะนำเสมอว่า ควรหลีกเลี่ยงนาฬิกาที่ผ่านการขัดแต่งตัวเรือนมาอย่างหนัก จนเสียทรง หรือนาฬิกาที่เปลี่ยนหน้าปัดและเข็มมาใหม่ นอกจากนี้ การซื้อนาฬิกาที่มีอุปกรณ์ครบชุด หรือ Full Set จะทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันทางราคาชั้นดี ทำให้การถือครองปลอดภัย และสามารถปล่อยขายทำกำไรในอนาคตได้ง่ายกว่าค่ะ
กราฟราคา และสถิติในตลาดรองอาจเป็นดัชนีชี้วัดที่บอกเราได้ว่า นาฬิกาเรือนไหนสร้างผลกำไรได้ยอดเยี่ยมที่สุดในรอบทศวรรษ แต่เหนือสิ่งอื่นใด เสน่ห์ที่แท้จริงของการลงทุนในนาฬิกา คือการได้สวมใส่หน้าประวัติศาสตร์เอาไว้บนข้อมือ วิสัยทัศน์ที่เฉียบคมและแพสชันของนักสะสม ที่จะเป็นผู้ค้นพบคุณค่าที่แท้จริง ซึ่งกาลเวลาไม่อาจลดทอนได้เลยค่ะ

