



Mindset ของแชมเปี้ยน คือสิ่งเดียวที่ควรค่าแก่การมอง ก่อนที่คุณจะหยุดโทษรองเท้า หยุดโทษโค้ช แล้วหันมามองกระจกเดี๋ยวนี้ ถ้าคุณอยากไปให้ถึงจุดสูงสุด Mindset นี้คือสิ่งเดียวที่จะพาคุณไปได้ ไม่งั้นต่อให้ซ้อมวันละ 20 ชั่วโมง คุณก็เป็นได้แค่หุ่นยนต์ที่ไม่มีวันชนะ เชื่อเชอร์ลินเถอะ ใจไม่มา ขาก็ไม่ขยับหรอก
เอาล่ะ มาคุยกันแบบเพื่อนเตือนเพื่อน เชอร์ลินเบื่อมากเวลามีคนเดินเข้ามาบ่นว่า ฉันคงทำไม่ได้หรอก ฉันไม่ได้เกิดมาเก่งเหมือนคนนั้น ตลกสิ้นดี คำพูดพวกนี้มันคือข้ออ้างของคนขี้แพ้ ขอโทษที่ต้องพูดแรง แต่มันคือเรื่องจริง โลกใบนี้น่ะไม่มีใครเกิดมาพร้อมเหรียญทองคล้องคอหรอก ทุกคนเริ่มจากศูนย์ทั้งนั้น แต่สิ่งที่ต่างกันคือ วิธีคิดในวันที่ล้ม
ถ้าคุณคิดว่าความเก่งคือกรรมพันธุ์ คุณแพ้ตั้งแต่อยู่ในมุ้งแล้ว จิตใจมันเหมือนกล้ามเนื้อนะ มันฝึกได้ มันขยายได้ และมันก็ฝ่อได้ถ้าคุณไม่ใช้งานมัน ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่คุณเก่งไหม แต่อยู่ที่ว่าคุณสู้แค่ไหนต่างหาก
ย้อนกลับไปยุค 90s ปลายๆ หน่อย จำยุคของ Michael Jordan หรือ Tiger Woods ช่วงพีคๆ ได้ไหม ยุคนั้นสื่อชอบประโคมข่าวว่าคนพวกนี้คือ เทพเจ้า คือมนุษย์ต่างดาวที่ลงมาจุติ เราถูกปลูกฝังว่าแชมเปี้ยนคือคนที่เกิดมาพิเศษ มีจิตใจแข็งแกร่งดุจหินผา ห้ามร้องไห้ ห้ามอ่อนแอ ใครแสดงความรู้สึกคือพวกใจปลาซิว โค้ชสมัยนั้นไม่มานั่งถามหรอกว่าคุณรู้สึกยังไง มีแต่ตะโกนว่า ใจสู้หรือเปล่า
นี่คือศัพท์เทคนิคที่คุณต้องรู้ (Neuroplasticity) หรือความยืดหยุ่นของสมอง เมื่อก่อนเราเชื่อว่าสมองคนเราโตแล้วโตเลย เปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่เดี๋ยวนี้เรารู้แล้วว่า สมองเปลี่ยนโครงสร้างได้ตามความคิดของเรา ถ้าคุณซ้อมจินตนาการว่าคุณชนะซ้ำๆ สมองจะสร้างเส้นใยประสาทใหม่เหมือนกับว่าคุณได้ชนะจริงๆ นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไม วิทยาศาสตร์ แห่งการฝึกกีฬา ที่เชอร์ลินเคยเล่าให้ฟัง (5 พฤศจิกายน 2024) [1]
อันนี้ต้องเคลียร์กันให้ชัด อย่าเข้าใจผิดว่า Mindset ของแชมเปี้ยน คือการวิ่งในทุ่งลาเวนเดอร์แล้วบอกว่า ฉันทำได้ ฉันเก่งที่สุด ตลอดเวลา
บ้าบอ… การหลอกตัวเองแบบนั้นมันใช้ไม่ได้ผลในสนามจริงหรอก แชมเปี้ยนของจริงเขาไม่ได้มองโลกในแง่ดีเวอร์ แต่เขามองโลกตาม ความเป็นจริง
เขารู้ว่าคู่แข่งเก่ง เขารู้ว่าวันนี้อากาศร้อนนรกแตก และเขารู้ว่าขามันล้าจนจะหลุด แต่เขายอมรับความเจ็บปวดนั้น แล้วเลือกที่จะ ลุยต่อ ทั้งๆ ที่เจ็บ นั่นต่างหากคือของจริง การคิดบวกแบบปลอมๆ เวลาเจอของแข็งจะแตกสลายง่ายมาก แต่การยอมรับความจริงแล้วสู้ยิบตา คือเกราะกันกระสุนชั้นดี
เคยเป็นไหม เวลาทำอะไรเพลินๆ แล้วรู้สึกว่าทุกอย่างรอบตัวมันช้าลง เสียงเชียร์เงียบกริบ ลูกบอลดูใหญ่ขึ้น นั่นแหละคือ (Flow State) หรือภาวะลื่นไหล มันคือจุดสูงสุดของสมาธิที่นักกีฬาทุกคนโหยหา แต่มันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคช่วยนะ มันเกิดจากการฝึกจิตใจให้ตัดสิ่งรบกวนออกจนหมด เหลือแค่ ตัวเรา กับ เป้าหมาย (8 มกราคม 2025) [2]
ขยับมาช่วงปี 2012 ยุคนี้เป็นยุคที่หนังสือพัฒนาตนเองขายดีเป็นเทน้ำเทท่า คำว่า Passion กลายเป็นคำติดปาก เราเห็นคลิปปลุกใจเต็มฟีด Facebook นักกีฬายุคนี้เริ่มถูกสอนให้ ตะโกนปลุกใจตัวเอง หน้ากระจก มีการใช้จิตวิทยาแบบบีบคั้นอารมณ์มาใช้ในการซ้อม ปัญหาคือ หลายคนใช้มันผิดวิธี พยายามบิ๊วตัวเองจนล้น พอลงสนามจริงตื่นเต้นจนมือสั่น ทำอะไรไม่ถูก
ลองไปดูบทวิเคราะห์จิตวิทยาในเว็บ ESPN หรือ Psychology Today ดูสิ ช่วงนั้นมีบทความเยอะมากที่พูดถึงเรื่อง Choking under pressure หรืออาการสติแตกเมื่อเจอความกดดัน มันยืนยันเลยว่าแค่ใจสู้มันไม่พอ มันต้องมีวิธีจัดการอารมณ์ที่ถูกต้องด้วย

Mindset ไม่ใช่แค่เรื่องกีฬา แต่มันคือวิธีที่คุณใช้ดำเนินชีวิต เชอร์ลินจะบอกความลับให้นะ คนที่ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ หรือนักกีฬาเหรียญทอง เขามีแพทเทิร์นความคิดเหมือนกันเป๊ะ คือเขาไม่กลัวความล้มเหลว แต่เขากลัวการย่ำอยู่กับที่มากกว่า
เขาไม่ได้มองว่าความพ่ายแพ้คือจุดจบ แต่มองว่าเป็น ข้อมูล ที่บอกว่าต้องแก้อะไร และนี่คือจุดเชื่อมโยงสำคัญไปยัง ระบบกีฬา สู่ความเป็นเลิศ เพราะระบบที่ดีจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้านักกีฬาในระบบมีทัศนคติแบบน้ำเต็มแก้ว แพ้ให้เป็น แล้วคุณจะชนะให้ดู
ช่วงปี 2020 นี่คือจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ จำกรณีของ Simone Biles นักยิมนาสติกเบอร์หนึ่งของโลกที่ถอนตัวกลางโอลิมปิก หรือ Naomi Osaka ที่ปฏิเสธการสัมภาษณ์สื่อได้ไหม ตอนแรกคนด่ากันทั้งโลก หาว่าใจเสาะ ทิ้งทีม แต่หารู้ไม่ว่า นั่นคือการกระทำที่ กล้าหาญ ที่สุด
การที่แชมเปี้ยนระดับโลกออกมาบอกว่า เฮ้ย ฉันไม่ไหว จิตใจฉันพัง มันเป็นการทลายกำแพงความเชื่อเดิมๆ ลงอย่างราบคาบ โลกเริ่มเข้าใจแล้วว่า สุขภาพจิตสำคัญกว่าเหรียญทอง ถ้านักกีฬาไม่มีความสุข ชัยชนะก็ไร้ความหมาย ยุคนี้แหละที่คำว่า (Mental Well-being) กลายเป็นวาระแห่งชาติ
เข้าไปอ่านข่าวใน BBC Sport หรือ CNN Sports ย้อนหลังดูนะ มันเป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้วงการกีฬาทั่วโลกต้องรื้อระบบการดูแลนักกีฬาใหม่หมด โดยเอาเรื่องจิตแพทย์เข้ามาเป็นทีมหลัก ไม่ใช่แค่ตัวประกอบอีกต่อไป
อย่าคิดว่าเรื่องใจเป็นเรื่องนามธรรม เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีมันไปไกลแล้ว ปี 2024 ปัจจุบัน นักกีฬา F1 หรือนักฟุตบอลพรีเมียร์ลีก เขาฝึกสมองผ่านเครื่องกันแล้ว เขาแปะขั้วไฟฟ้าที่หัวเพื่อดูคลื่นสมองเลยว่า ตอนนี้เครียดไปไหม โฟกัสหลุดหรือเปล่า
ข้อมูลปีล่าสุดบอกว่า นักกีฬาที่ฝึก Mental Training อย่างน้อย 15 นาทีต่อวัน มีโอกาสชนะในการดวลจุดโทษ หรือช่วงต่อเวลาพิเศษมากกว่าคนที่ซ้อมแต่ร่างกายถึง 30%
งานวิจัยใน Journal of Sports Sciences ปีล่าสุดโชว์ให้เห็นเลยว่า การฝึกจินตนาการ สามารถกระตุ้นกล้ามเนื้อได้จริงเกือบเท่าการขยับตัวจริงๆ นี่มันยุค Sci-Fi ชัดๆ
เอาดีๆ นะ เชอร์ลินเคยเจอพวกเก่งแต่ทฤษฎีมาเยอะ พวกที่รู้หมดว่าต้องคิดยังไง แต่พอเจอของจริง แข้งขาสั่นพับๆ ความแตกต่างมันอยู่ที่ (Resilience) หรือความยืดหยุ่นทางใจ เหมือนหนังยางน่ะ ยืดได้ก็ต้องหดกลับได้ คนที่มี Mindset แชมเปี้ยน เวลาเจอเรื่องแย่ๆ เขาจะเด้งกลับมาเร็วมาก เขาไม่มานั่งฟูมฟายโทษโชคชะตา แต่เขาจะถามตัวเองทันทีว่า โอเค พลาดแล้ว เอาไงต่อ (25 สิงหาคม 2025) [3]
การจะมีสติแบบนี้ได้ มันต้องสัมพันธ์กับการพักผ่อนที่ดี ซึ่งโยงกลับไปเรื่องเทคนิคการนอนของนักกีฬา เพราะถ้าสมองล้า คุณจะคุมอารมณ์ไม่ได้เลย อย่าหวังว่าจะมีสติ ถ้าเมื่อคืนนอนมา 3 ชั่วโมง
Mindset ของแชมเปี้ยน ไม่ใช่พรสวรรค์ที่พระเจ้าประทานให้ แต่มันคือทักษะ เหมือนการเดาะบอล หรือการว่ายน้ำ ยิ่งฝึกยิ่งเก่ง คุณเริ่มต้นได้ตั้งแต่วินาทีนี้ ไม่ต้องรอให้เป็นทีมชาติ แค่เริ่มจากการเลิกบ่นเวลาเจอรถติด เลิกโทษฟ้าฝนเวลาซ้อมไม่ได้ แล้วมองหาโอกาสในทุกวิกฤต นั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของตำนาน เอาชนะเสียงนั้นให้ได้ แล้วโลกจะเป็นของคุณ
ถามใจตัวเองดู พรุ่งนี้เช้าตื่นมา คุณจะมองกระจกแล้วเห็นคนขี้แพ้ที่หาข้ออ้างไปวันๆ หรือเห็นแชมเปี้ยนที่พร้อมจะขย้ำทุกอุปสรรค ทางเลือกอยู่ที่คุณนะ ไม่มีใครบังคับคุณได้ แต่ถ้าถามเชอร์ลิน การใช้ชีวิตแบบผู้ล่าที่กุมชะตาตัวเองไว้ มันสะใจกว่าเยอะ
อย่าเก็บไฟนี้ไว้แค่ตอนอ่านจบ ลุกขึ้น ออกไปซ้อม ออกไปทำงาน ออกไปใช้ชีวิตด้วยหัวใจดวงใหม่ หัวใจที่ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ ถ้าเหนื่อยก็พัก หายเหนื่อยก็ลุยต่อ เส้นชัยมันไม่หนีไปไหนหรอก มีแต่คุณนั่นแหละที่จะเดินไปถึงมันหรือเปล่า เชอร์ลินเชื่อว่าคุณทำได้ เพราะคุณคือนักสู้ตัวจริง เจอกันที่เส้นชัยนะ

