Hypercar หนึ่งเดียวในโลก สุดยอดนวัตกรรมของโลก

Hypercar หนึ่งเดียวในโลก

Hypercar หนึ่งเดียวในโลก หรือที่วงการเรียกกันว่า One-off มันไม่ใช่แค่รถยนต์ แต่มันคือสัญลักษณ์แห่งอำนาจ ที่ตะโกนบอกโลกโดยไม่ต้องเอ่ยปาก รถพวกนี้ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อแข่งกับใครบนถนน แต่มันถูกสร้างมาเพื่อชนะกาลเวลา มันคือความรู้สึกของการเป็น ผู้ถูกเลือก ไม่ใช่แค่ ผู้ซื้อ

  • ความจริงที่ค่ายรถไม่เคยบอกคุณตรงๆ
  • ตัวเลขที่พิสูจน์ความบ้าคลั่งของราคา
  • หลักฐานจากงานประมูลระดับโลก

จากยุค Coachbuild สู่ยุค Renaissance

ถ้าจะคุยเรื่องนี้ให้ลึกแบบคนรู้จริง เราต้องย้อนเวลากันหน่อย สมัยก่อนช่วงทศวรรษที่ 1920 ถึง 1930 ยุคนั้นการสั่งทำตัวถังรถหรือ Coachbuilding เป็นเรื่องปกติของชนชั้นสูง คุณซื้อแชสซีส์จาก Rolls-Royce หรือ Bugatti แล้วไปจ้างสำนักต่อตัวถังทำทรงที่คุณชอบ นั่นคือยุคทองยุคแรก

แต่พอยุคอุตสาหกรรมเฟื่องฟู การผลิตแบบ Mass Production เข้ามาแทนที่ ความขลังพวกนี้ก็จางหายไป จนกระทั่งเราเห็นสัญญาณการกลับมาอีกครั้งช่วงปี 2008 ที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่กลับมีกลุ่มคนที่รวยสวนกระแสต้องการอะไรที่พิเศษจริงๆ

Ferrari เริ่มเปิดโปรแกรม Special Projects (SP) ออกมาเงียบๆ เพื่อตอบสนองลูกค้ากลุ่ม VVIP จนมาถึงจุดระเบิดจริงๆ คือปี 2017 ที่ Rolls-Royce เปิดตัว Sweptail ราคา 13 ล้านดอลลาร์ เวลานั้นทั่วโลกฮือฮามาก เพราะมันเป็นการประกาศอย่างเป็นทางการว่า ยุคทองของ Coachbuilding ได้กลับมาแล้วในรูปแบบที่บ้าคลั่งกว่าเดิม

One-off ไม่ใช่แค่ Limited Edition

คนส่วนใหญ่ยังสับสนระหว่าง Limited Edition กับ One-off ฟังป๋านะ Limited คือผลิตจำนวนจำกัด อาจจะ 500 คัน หรือ 50 คัน แต่ One-off คือ คันเดียว จบ ไม่มีการปั๊มเพิ่ม ความแตกต่างมันอยู่ที่กระบวนการคิด Limited คือการตลาดแบบ Scarcity (ความขาดแคลน) แต่ One-off คือ Art Commission (การจ้างงานศิลปะ) (16 มิถุนายน 2025) [1]

มันเหมือนคุณจ้าง Picasso มาวาดรูปให้คุณคนเดียว โดยที่คุณกำหนดสี กำหนดอารมณ์ และลายเส้นเอง ค่ายรถต้องรื้อไลน์การผลิตใหม่เพื่อคุณ วิศวกรต้องคำนวณ Aero Dynamics ใหม่เพื่อทรงรถที่คุณต้องการ นี่คือความยากและต้นทุนที่มหาศาล ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมราคาเริ่มต้นของรถกลุ่มนี้ถึงดีดตัวไปไกลกว่ารถปกติหลายสิบเท่า

ความจริงที่ค่ายรถไม่เคยบอกคุณตรงๆ

การจะได้สิทธิ์สั่งทำ One-off ไม่ใช่แค่เดินถือเช็คเข้าไปแล้วชี้บอก เอาคันนี้ ค่ายรถเขาเลือกลูกค้าครับ คุณต้องเป็นยิ่งกว่าลูกค้าชั้นดี ต้องมีความสัมพันธ์ระดับลึกซึ้ง หรือบางทีต้องมีคอลเลกชันรถแบรนด์นั้นในโรงรถเกิน 10 คัน เพื่อพิสูจน์ความภักดี เอาง่ายๆ คือ เขาเลือกให้เกียรติคุณมาเสียเงิน ไม่ใช่คุณเลือกไปเสียเงินให้เขา (26 พฤษภาคม 2021) [2]

ตัวเลขที่พิสูจน์ความบ้าคลั่งของราคา

มาดูตัวเลขจริงๆ กันดีกว่า จะได้เห็นภาพชัด ช่วงปี 2017 Rolls-Royce Sweptail เปิดตัวที่ราคาประมาณ 12.8 ล้านดอลลาร์ ตอนนั้นถือว่าแพงหลุดโลกแล้ว แต่พอข้ามมาปี 2019 Bugatti La Voiture Noire ทุบสถิติด้วยราคา 18.7 ล้านดอลลาร์

คุณเห็นกราฟไหม ในเวลาแค่ 2 ปี เพดานราคาขยับขึ้นเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ และล่าสุด Rolls-Royce Boat Tail ที่เปิดตัวช่วงปี 2021 มีข่าวลือหนาหูว่าราคาทะลุ 28 ล้านดอลลาร์ นี่คือสินทรัพย์ที่มูลค่าวิ่งเร็วกว่าที่ดินใจกลางนิวยอร์กเสียอีก

ตลาดตอนนี้เป็นฟองสบู่หรือของจริง

Hypercar หนึ่งเดียวในโลก

คำถามนี้น่าสนใจและเป็นจุดตายของนักสะสมมือสมัครเล่น เอางี้นะ ตลาดรถ Oneoff มันมีความพิเศษตรงที่ ไม่มีราคากลาง ราคาขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้ซื้อและผู้ขายล้วนๆ แต่ถ้าถามมุมมองผมในฐานะที่เห็นวัฏจักรนี้มานาน นี่ไม่ใช่ฟองสบู่ แต่มันคือการยกระดับ Asset Class ใหม่

ถ้าคุณมองภาพรวมของตลาดออก คุณจะเห็นว่าพื้นฐานการ ลงทุน Hypercar แบบปกติ จะเน้นที่รุ่นหายากและสภาพรถ แต่สำหรับ Oneoff มันข้ามขั้นไปแล้ว มันคือการซื้อประวัติศาสตร์ ลองคิดดูสิ ถ้าวันหนึ่งคุณเบื่อแล้วอยากปล่อยต่อ คนที่มารับช่วงต่อเขาไม่ได้ซื้อแค่รถ แต่เขาซื้อสตอรี่ ซื้อความพยายามที่คุณใช้เวลา 3-4 ปีในการพัฒนารถคันนี้ร่วมกับทีมวิศวกร สิ่งนี้แหละที่ทำเงิน

หลักฐานจากงานประมูลระดับโลก

ลองไปดูงานประมูลของ RM Sotheby’s ช่วงปี 2023 เราเห็นรถอย่าง Bugatti Chiron Profilée ซึ่งเป็น Oneoff (แบบที่ไม่ได้ตั้งใจ เพราะผลิตไม่ทันเลยมีแค่คันเดียว) จบประมูลไปที่ราคากว่า 10 ล้านดอลลาร์ (1 ธันวาคม 2022) [3]

ทั้งที่เป็นโมเดลพื้นฐานเดียวกับ Chiron แต่มูลค่ากลับกระโดดไปไกลมาก เพียงเพราะคำว่า คันเดียวในโลก นี่คือเครื่องยืนยันว่า ตลาดให้ค่ากับความ Unique มากกว่าสเปคเครื่องยนต์

มวยคู่เอก Limited ทั่วไป vs One-off สั่งทำ

เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดๆ หมัดต่อหมัด ถ้าคุณถือ Ferrari LaFerrari (ผลิต 499 คัน) ราคาอาจจะขยับจาก 1.5 ล้านไปจบที่ 3-4 ล้านดอลลาร์ตามกลไกตลาด แต่ถ้าคุณถือ Ferrari SP12 EC (รถสั่งทำของ Eric Clapton) ราคามันประเมินไม่ได้ครับ มันไม่มีเพดาน ถ้าจะมีคนซื้อต่อ เขาต้องจ่ายตามที่คุณเรียกเท่านั้น เพราะเขาหาที่อื่นไม่ได้อีกแล้ว

ช่วงปี 2015-2020 เป็นช่วงที่เส้นแบ่งราคาของสองกลุ่มนี้ถ่างออกจากกันชัดเจนที่สุด Limited Edition ราคาวิ่งตาม Demand-Supply แต่ One-off ราคาวิ่งตาม ความอยากได้ ซึ่งอารมณ์คนรวยมันไม่มีเพดานจำกัด

ความเสี่ยงที่คนนอกวงการจินตนาการไม่ถึง

เหรียญมีสองด้านเสมอ การเล่นกับรถ One-off มีความเสี่ยงเรื่อง สภาพคล่อง สูงมาก คุณขายไม่ได้ในวันสองวันแน่นอน บางทีอาจต้องรอเป็นปีเพื่อให้เจอเนื้อคู่ที่รสนิยมตรงกับคุณ อย่าลืมว่ารถ One-off คือรสนิยมส่วนตัวสุดๆ ถ้าคุณสั่งทำรถสีชมพูบานเย็นภายในลายเสือดาว โอกาสที่คุณจะขายต่อได้ราคางามๆ แทบจะเป็นศูนย์ เว้นแต่จะเจอคนบ้าเหมือนกัน

วิธีอ่านเกมอนาคต

ผมมองว่าเทรนด์ต่อไปไม่ใช่แค่การเปลี่ยนตัวถัง แต่จะเป็นการ Restomod Oneoff หรือการนำรถคลาสสิกมาทำใหม่ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันแบบคันเดียวในโลก รวมถึงยุคของ EV Oneoff ที่กำลังจะมา ค่ายรถอย่าง Pininfarina หรือ Rimac เริ่มเปิดช่องทางนี้แล้ว ใครที่กล้าเข้าตลาดนี้ก่อนและเลือกรุ่นที่ มีอนาคต จะทำกำไรได้มหาศาลตอนที่โลกเปลี่ยนผ่านสมบูรณ์

บทสรุปของ Hypercar หนึ่งเดียวในโลก

Hypercar หนึ่งเดียวในโลก คือจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารในวงการยานยนต์ มันคือเครื่องมือยืนยันความสำเร็จที่ทรงพลังที่สุด ถ้าคุณมีเงินเย็นเจี๊ยบและอยากฝากชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ นี่คือทางเลือกที่ดีที่สุด แต่ต้องจำไว้เสมอว่า ให้ซื้อด้วย Passion นำหน้า แล้วกำไรจะเป็นของแถม อย่าซื้อเพราะเก็งกำไรอย่างเดียว ไม่งั้นคุณจะทุกข์ทรมานตอนรอนานหลายปีกว่าจะได้รถ

ใครคือเจ้าของที่แท้จริง

จำคำป๋าไว้นะ เราไม่ได้เป็นเจ้าของรถพวกนี้จริงๆ หรอก เราเป็นแค่ผู้ดูแลชั่วคราว เพื่อส่งต่อให้คนรุ่นหลังได้เห็นงานศิลปะชิ้นนี้ต่างหาก

บทสรุปสุดท้าย

Hypercar จะยังคงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ต้านทานเงินเฟ้อและวิกฤตเศรษฐกิจได้ดีที่สุด ตราบใดที่มนุษย์ยังต้องการความแตกต่าง การได้ครอบครองสิ่งที่มีชิ้นเดียวในจักรวาล คือความฟินที่หาไม่ได้จากที่ไหน สุดท้ายฝากไว้สั้นๆ รถดีมีไว้ขับ แต่รถ Oneoff มีไว้เชิดชูบารมี เลือกให้ถูกจริต แล้วชีวิตจะมีความสุขครับ

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง