



Ferrari สั่งตัดพิเศษ ผมเคยเห็นเสี่ยคนหนึ่งกำเงินสดเดินเข้าโชว์รูมจะเอาตัว One-Off หรือรถที่มีคันเดียวในโลก โดนปฏิเสธหน้าหงายกลับมา เพราะบารมีไม่ถึง การจะได้ครอบครองรถกลุ่มนี้ คุณต้องเข้าใจลำดับชั้นของความพิเศษ ที่มาราเนลโลเขากำหนดไว้ มันไม่ใช่แค่คุณเลือกเฟอร์รารี่ แต่เฟอร์รารี่ต้องเลือกคุณด้วย และนี่คือจุดที่ทำให้มูลค่าของรถกลุ่มนี้
ยุค 1950s ถึง 1960s เฟอร์รารี่ขายแค่เครื่องยนต์กับแชสซีส์ แล้วให้ลูกค้าไปจ้างสำนักต่อตัวถัง (Coachbuilder) อย่าง Pininfarina หรือ Zagato ออกแบบเสื้อสูบเอง นั่นคือยุคทองของ One-Off ที่แท้จริง แต่พอเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม การผลิตแบบ Mass Production เข้ามาแทนที่ ความพิเศษพวกนี้ก็หายไปพักใหญ่ จนกระทั่งจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2011 ครับ
ตอนนั้น Luca di Montezemolo ประธานเฟอร์รารี่ ตัดสินใจรื้อฟื้นโปรแกรม Tailor ขึ้นมาใหม่ที่มาราเนลโล โดยแบ่งคอลเลกชันเป็น 3 สายหลักคือ Scuderia (สายแข่ง), Classica (สายวินเทจ), และ Inedita (สายทดลอง) นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้กลับมามีบทบาทในการกำหนดราคาตลาดโลกอีกครั้ง
ซึ่งถ้าคุณสังเกตดีๆ มันจะสอดคล้องกับช่วงเวลาที่ผมเคยวิเคราะห์ไว้ในบทความ เจาะลึกการลงทุน Ferrari ว่าเป็นยุคที่เฟอร์รารี่เริ่มเล่นเกม Scarcity หรือการสร้างความขาดแคลนเทียมเพื่อปั่นมูลค่าแบรนด์ให้สูงขึ้น
หลายคนยังสับสนครับ Atelier คือระดับเริ่มต้น คุณเข้าไปในห้องพิเศษที่โชว์รูม เลือกสี เลือกด้าย ที่มีความหลากหลายกว่ามาตรฐาน แต่ยังอยู่ในกรอบที่โรงงานกำหนด ขยับขึ้นมาคือ Tailor Made อันนี้คุณต้องบินไปอิตาลีหรือนิวยอร์ก มีดีไซเนอร์ส่วนตัวประกบ เลือกวัสดุได้เกือบทุกอย่างบนโลกตราบเท่าที่มันผ่าน Safety Spec ยีนส์ ผ้าไหม คาร์บอนไฟเบอร์สีแปลกๆ ได้หมด (25 มีนาคม 2025) [1]
แต่ที่สุดของพีระมิดคือ Special Projects (SP) หรือ One-Off ครับ นี่คือระดับเทพเจ้า คุณสามารถขอให้ทีมออกแบบ Ferrari Styling Centre ปั้นตัวถังรถใหม่ให้คุณบนพื้นฐานของรถรุ่นท็อป ผลิตแค่คันเดียวในโลก ราคาเริ่มต้นก็ต้องมี 3-4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขึ้นไป และคนที่สั่งได้ต้องเป็นระดับ Top Collector ที่มีประวัติการซื้อขายยาวนานเป็นหางว่าว
ผมมักจะพลิกดู The Official Ferrari Magazine หรือ TOFM อยู่เสมอครับ เพราะในนั้นจะมีคอลัมน์ที่โชว์รถ Tailor ของลูกค้าทั่วโลก การได้เห็นว่าเศรษฐีที่ญี่ปุ่น หรือเจ้าสัวที่ตะวันออกกลางเขาแต่งรถกันยังไง มันช่วยให้เราจับเทรนด์รสนิยมของตลาดโลกได้ครับ (9 สิงหาคม 2025) [2]
มาดูสถิติจริงกันดีกว่า ช่วงปี 2018 ถึง 2022 เราเห็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจมาก รถรุ่น 488 Pista ปกติ ราคาในตลาดมือสองบวกขึ้นมาประมาณ 20-30% จากราคาป้ายแดง แต่รุ่น 488 Pista Piloti Ferrari ซึ่งเป็นรุ่นสั่งตัดพิเศษสำหรับลูกค้าที่เป็นนักแข่ง Challenge เท่านั้น ราคาดีดตัวขึ้นไปเกือบ 100% หรือสองเท่าตัว
ยิ่งถ้าเป็นรถตระกูล Icona อย่าง Monza SP1/SP2 ที่ผลิตจำกัดและมีความเป็นงานคราฟต์สูง ราคาเปิดตัวราวๆ 1.6 ล้านยูโร ตอนนี้ประมูลกันจบที่ 2.5 ถึง 3 ล้านยูโรสบายๆ นี่คือหลักฐานว่าคำว่า Limited บวกกับ Personalization คือสูตรอมตะในการปั๊มเงิน
ประเด็นมันอยู่ตรงนี้ครับ คุณเดินไปสั่ง Tailor Made เลยไม่ได้ถ้าโปรไฟล์ยังไม่แน่นพอ กลยุทธ์ที่ผมใช้และแนะนำน้องๆ เสมอคือ ไต่บันไดครับ เริ่มจากเก็บรถรุ่น V8 หรือ V12 เครื่องวางหน้าสเปกดีๆ มาประดับพอร์ตก่อน สะสมแต้มบุญกับดีลเลอร์ สร้างความสัมพันธ์ แล้วค่อยขยับไปขอโควตาในรุ่นพิเศษ (20 มิถุนายน 2024) [3]
การที่คุณยอมจ่ายเพิ่ม 2-3 ล้านบาทเพื่อออปชั่นสั่งตัด มันไม่ใช่การตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ แต่มันคือการตีตราจองมูลค่าในอนาคต

ลองไปดูผลประมูลย้อนหลังได้เลยครับ รถเฟอร์รารี่สีแดง Rosso Corsa ธรรมดา มักจะจบประมูลในราคากลางๆ แต่ถ้าเป็นรถสีสั่งพิเศษ (PTS – Paint to Sample) อย่างสี Azzurro La Plata หรือสีเขียว Verde Francesca ราคาจบประมูลมักจะกระโดดไปอีก 20-30% เสมอ เพราะนักสะสมมองว่ามันคือ งานศิลปะ ไม่ใช่ แค่รถ
ความเสี่ยงสูงสุดคือรสนิยมครับ ผมเคยเห็นรถคันหนึ่ง เจ้าของสั่งทำภายในสีม่วงสลับเหลือง เพราะเป็นสีประจำตระกูล ตอนทำเสร็จเจ้าตัวภูมิใจมาก แต่พอจะขายต่อ เงียบกริบครับ ไม่มีใครเอา สุดท้ายต้องยอมขายขาดทุนยับเยินเพื่อไปหุ้มภายในใหม่
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า Money can’t buy taste ถ้าคุณจะลงทุน ต้องมองให้ออกว่ารสนิยมส่วนตัวของคุณ กับรสนิยมสากล มันไปด้วยกันได้ไหม ซึ่งหลักคิดในการเลือกสเปกให้เป็นที่ต้องการของตลาดนี้ ผมได้รวบรวมเทคนิคไว้แล้วใน คู่มือลงทุนรถหรู 2025 เพื่อให้คุณไม่พลาดทำรถออกมาแล้วขายไม่ออก
มองเกมยาวๆ นะครับ ต่อไป Ferrari จะยิ่งผลักดันโปรแกรม Icona และ SP มากขึ้น เพราะเป็นบ่อเงินบ่อทองที่ทำกำไรมหาศาลโดยไม่ต้องผลิตรถเยอะ ในอนาคตเราจะเห็นการนำวัสดุรักษ์โลก (Sustainable Materials) เข้ามาในงานมากขึ้น ใครที่จับรถยุคเปลี่ยนผ่านนี้ได้ จะถือครองประวัติศาสตร์บทใหม่ของแบรนด์
สรุปสั้นๆ ครับ ถ้าคุณมีโอกาส (และมีเงิน) ให้กดออปชั่น Tailor Made ไปเถอะครับ แต่อย่าลืมปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือดูเทรนด์สีให้ดี การมีโลโก้แปะอยู่ที่กาบประตู มันคือเครื่องยืนยันว่ารถคันนี้พิเศษ กว่ารถอีกพันคันบนท้องถนน
ในมุมมองคนใช้งาน ได้ครับ แต่ในมุมมองนักลงทุน ไม่ได้เด็ดขาด การ Wrap ไม่สามารถเพิ่มมูลค่ารถได้ และอาจทำลายแล็คเกอร์เดิมด้วย แต่สีสั่งตัดจากโรงงาน คือสิ่งที่ระบุอยู่ในใบ Certificate และเป็นตัวคูณมูลค่าถาวร
สุดท้ายนี้ ป๋าขอฝากข้อคิดไว้แบบคนกันเอง รถเฟอร์รารี่ทั่วไปทำให้คนมองตาม แต่เฟอร์รารี่สั่งตัดพิเศษทำให้คนต้องหยุดเดินเพื่อจ้องมอง เลือกให้ฉลาด แต่งให้มีระดับ แล้วรถคันนั้นจะเลี้ยงดูคุณเองครับ

