



Dior รุ่นฮิตในไทย คือคำตอบที่ชัดเจนที่สุดสำหรับคนที่ต้องการผสมผสานรสนิยมเข้ากับความมั่งคั่งในระยะยาว เชื่อไหมครับว่า ในแวดวงคนที่เล่นของสะสมระดับ High-end จริงๆ เราไม่ได้มองกระเป๋าใบละแสนสองแสนเป็นแค่เครื่องประดับ แต่มองมันเป็น “Asset Class” ประเภทหนึ่ง ถ้าคุณดูแค่ความสวย คุณได้แค่กระเป๋า แต่ถ้าคุณดูด้วยสายตานักลงทุน คุณจะได้กำไรตั้งแต่ตอนรูดบัตรครับ
วงการแฟชั่นบ้านเรามันมีพลวัตที่น่าสนใจมากครับ โดยเฉพาะถ้าเราย้อนกลับไปดูรากฐานของแบรนด์นี้ มันไม่ใช่แค่เรื่องของการตัดเย็บ แต่มันคือเรื่องราวของการปฏิวัติวงการล้วนๆ
จำได้ว่าช่วงปี 1947 ตอนที่ Christian Dior เปิดตัวคอลเลกชัน “New Look” โลกแฟชั่นแทบจะหยุดหมุน เส้นสายที่เน้นเอวคอดและกระโปรงบานมันฉีกกฎเกณฑ์เดิมๆ ทิ้งไปหมดสิ้น สิ่งนี้สอนให้เรารู้ว่า ของที่จะกลายเป็นตำนานได้ ต้องมีความ “กล้า” ที่จะแตกต่างครับ ตลาดในไทยเองก็รับอิทธิพลนี้มาเต็มๆ
เอาเข้าจริงแล้ว การที่กระเป๋าใบหนึ่งจะขึ้นแท่นเป็นรุ่นฮิตในบ้านเราได้ มันต้องผ่านบททดสอบของกาลเวลามาพอสมควร ไม่ใช่แค่กระแสฉาบฉวย เดี๋ยวมาเดี๋ยวไป แต่มันต้องมีความคลาสสิกที่หยิบมาใช้เมื่อไหร่ก็ยังดูแพง ดูมีคลาส ภาษาบ้านๆ คือ “ถือแล้วรู้เลยว่าของจริง” นั่นแหละครับ จุดนี้แหละที่ทำให้แบรนด์แตกต่างจากค่ายกระแสหลักอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง
ถ้าจะให้พูดถึงรุ่นที่ “ต้องมี” จริงๆ ผมคงไม่มานั่งไล่ชื่อรุ่นประหลาดๆ ที่ไม่มีสภาพคล่องให้เสียเวลาครับ แต่จะขอโฟกัสไปที่ตัวท็อป หรือที่เรียกว่า “The Holy Grail” ของแบรนด์นี้
รุ่นนี้คือที่สุดครับ ถ้าเปรียบเป็นหุ้น ก็คือหุ้น Blue Chip ที่ปันผลดีสม่ำเสมอ ถ้าย้อนไปดูสถิติเมื่อปี 1995 ทันทีที่เจ้าหญิงไดอาน่าทรงถือกระเป๋าใบนี้ที่ปารีส โลกก็ได้รู้จักกับไอคอนชิ้นใหม่ทันที (22 ธันวาคม 2021) [1]
ลาย Cannage ที่เป็นเอกลักษณ์กับตัวห้อย D.I.O.R. มันคือสัญลักษณ์ของความสง่างามที่ไม่มีวันเสื่อมคลาย สำหรับในไทย รุ่นนี้คือเบอร์หนึ่งตลอดกาล ซื้อง่าย ขายคล่อง และที่สำคัญ ราคาขึ้นทุกปีแบบไม่ต้องลุ้นเหนื่อย
ถ้าอยากรู้ว่าเทรนด์โลกไปทางไหน อย่ามัวแต่นั่งไถฟีดโซเชียลครับ ให้ไปดูข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้จริง อย่าง Business of Fashion (BoF) หรือรายงานประจำปีของ LVMH พวกนี้คือคัมภีร์ที่บอกทิศทางลมได้แม่นยำที่สุด
เขาจะวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคระดับโลก ซึ่งแน่นอนว่ามันจะส่งผลกระทบชิ่งมาถึงตลาดในไทยไม่ช้าก็เร็ว การรู้ข้อมูลพวกนี้ก่อนคนอื่น คือความได้เปรียบมหาศาลในสนามนี้ครับ
มาดูตัวเลขกันชัดๆ ดีกว่าครับ จะได้เห็นภาพ ช่วงปี 2019 ถึง 2023 ราคากระเป๋าบางรุ่นปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ยถึง 20-30% โดยเฉพาะรุ่น Lady Dior และ Saddle Bag ตัวเลขนี้มันแซงหน้าอัตราเงินเฟ้อไปไกลโขเลยครับ
หมายความว่าถ้าคุณซื้อเก็บไว้เมื่อ 5 ปีก่อน วันนี้คุณกำไรเหนาะๆ โดยไม่ต้องทำอะไรเลย นี่คือพลังของแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ที่สามารถกำหนดราคาตลาดได้เองโดยไม่ต้องง้อสภาวะเศรษฐกิจ

คำถามยอดฮิตที่ผมโดนถามบ่อยมากคือ “ป๋าครับ ซื้อรุ่นไหนดี?” คำตอบของผมสั้นมาก “ซื้อรุ่นที่ตลาดต้องการครับ” แต่อย่าเพิ่งทำหน้าเซ็ง เพราะความลับมันอยู่ที่การอ่านเกมให้ออกว่า “ตลาด” ที่ว่าเนี่ย มันคือตลาดไหนกันแน่
ถ้าคุณอยากรู้รายละเอียดเชิงลึกกว่านี้ ผมแนะนำให้ลองไปศึกษาเรื่อง เจาะลึกการลงทุน Dior เพิ่มเติมดูครับ ตรงนั้นจะมีข้อมูลเชิงเทคนิคที่เข้มข้นกว่านี้อีก แต่สำหรับตรงนี้ ผมจะชี้เป้าให้เห็นจุดที่มือใหม่ชอบพลาด
การไปไล่ซื้อรุ่น Limited Edition ที่ดีไซน์แปลกประหลาดเกินไป หวังว่ามันจะแรร์และราคาพุ่ง แต่ความเป็นจริงคือ ของพวกนี้หาคนซื้อต่อยากมากครับ สภาพคล่องต่ำเตี้ยเรี่ยดิน สู้คุณไปเล่นรุ่นคลาสสิก สีพื้นๆ อย่างดำ เบจ หรือเทา ยังจะปล่อยของง่ายกว่าเยอะ เชื่อผมเถอะครับว่า “Simple is Best” ยังคงเป็นกฎเหล็กของวงการนี้เสมอ
ผมเคยมีเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่ง ไปคว้าเอารุ่นรันเวย์สีเขียวนีออนมา มั่นใจมากว่าไม่ซ้ำใครแน่นอน ปรากฏว่าผ่านไปสามปี ยังนอนนิ่งอยู่ในตู้ จะขายร้านมือสองก็โดนกดราคาจนน้ำตาแทบไหล บทเรียนนี้ราคาแพงครับ แต่ก็คุ้มค่าที่ทำให้รู้ว่า ความชอบส่วนตัวกับความต้องการของตลาด บางทีมันก็คนละเรื่องกัน
ถ้าต้องเทียบกันหมัดต่อหมัด ระหว่างความคลาสสิกของ Lady Dior กับความโฉบเฉี่ยวของ Saddle Bag ผมบอกเลยว่ากินกันไม่ลงครับ ช่วงปี 2018 ที่ Maria Grazia Chiuri ปลุกชีพ Saddle Bag กลับมาอีกครั้ง มันเหมือนการระเบิดภูเขาไฟเลยทีเดียว ดีไซน์ทรงอานม้าที่เป็นเอกลักษณ์กลับมาครองเมืองอีกครั้ง
ถ้าคุณเป็นสายเก็บยาว ผมเชียร์ Lady Dior ครับ มันคือความอมตะ แต่ถ้าคุณเป็นสายซิ่ง ชอบความหวือหวาและทำกำไรระยะสั้น-กลาง Saddle Bag ตอบโจทย์ได้ดีกว่า แต่อย่าลืมเช็คสภาพตลาดดีๆ นะครับ ถ้าไม่แน่ใจ ลองไปเดินดูตาม รวมร้านมือสอง Dior ที่ผมเคยแนะนำไว้ เพื่อเช็คราคาหน้างานจริงก่อนตัดสินใจ จะช่วยลดความเสี่ยงได้เยอะเลยครับ
ข้อมูลการประมูลจาก Sotheby’s หรือ Christie’s จะช่วยยืนยันมูลค่าของรุ่นวินเทจได้เป็นอย่างดีว่าราคามันไปไกลแค่ไหนแล้ว
ฟังผมโม้มาเยอะ เดี๋ยวจะหาว่าขายฝันอย่างเดียว โลกนี้ไม่มีการลงทุนไหนที่ไม่มีความเสี่ยงครับ “ของปลอม” คือศัตรูตัวฉกาจที่สุดในวงการนี้ เดี๋ยวนี้งาน Mirror เกรดดีๆ ทำออกมาเนียนชนิดที่ว่าเซียนบางคนยังต้องส่องแล้วส่องอีก ถ้าคุณดูไม่ขาด หรือไม่มีใบรับประกัน โอกาสเจ็บตัวมีสูงมากครับ (6 พฤศจิกายน 2024) [2]
ดังนั้น ศึกษาจุดตาย จุดสังเกตให้แม่น หรือซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้น อย่าเห็นแก่ของถูก เพราะของถูกและดี ไม่มีในโลกแบรนด์เนมครับ
มองไปข้างหน้า ผมกล้าฟันธงเลยว่าเทรนด์ Micro Bag หรือกระเป๋าใบจิ๋ว จะเริ่มซาลง แล้วกระเป๋าไซส์ใช้งานจริง จะกลับมาทวงบัลลังก์ อย่างรุ่น Book Tote นี่มาแรงเงียบๆ แต่กินเรียบนะครับ เพราะคนเริ่มมองหาความคุ้มค่า ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวันมากขึ้น ใครที่มีรุ่นนี้เก็บไว้ ผมว่าอนาคตสดใสแน่นอน (24 มกราคม 2025) [3]
Dior รุ่นฮิตในไทย ไม่ใช่แค่กระแสปั่นแน่นอนครับ แต่มันคือการลงทุนทางเลือกที่พิสูจน์ตัวเองมาแล้วหลายทศวรรษ จากข้อมูลทั้งหมดที่ผมเล่ามา คุณคงเห็นแล้วว่า กราฟราคามันไม่ได้พุ่งขึ้นเพราะโชคช่วย แต่มันมีดีมานด์จริงๆ รองรับอยู่ทั่วโลก การมีกระเป๋า Dior สักใบในคอลเลกชัน มันเหมือนคุณถือหุ้นพื้นฐานดีที่มีปันผลเป็นความสุขทางใจ
คำถามนี้ผมตอบแบบฟันธงเลยนะครับ “มือสองสภาพกริบ คือทางเลือกที่ฉลาดที่สุดสำหรับนักลงทุนครับ” เพราะราคาหน้าช็อปมันรวมค่าการตลาด ค่าประสบการณ์ และภาษีสังคมไปหมดแล้ว ทันทีที่คุณหิ้วออกจากช็อป ราคาจะตกลงทันที (ยกเว้นรุ่นแรร์จริงๆ)
สำหรับความฮิตในไทยจะยังคงเป็นดาวเด่นในตลาด Luxury ไปอีกนาน สุดท้ายนี้ผมอยากฝากไว้สั้นๆ ครับว่า การลงทุนที่ดีที่สุด คือการลงทุนในความรู้ ก่อนจะโอนเงินหลักแสน ให้เวลาศึกษาข้อมูลหลักร้อยชั่วโมงก่อนเสมอ อย่าให้ความโลภหรือความอยากได้มาบังตาครับ

