



Dior ยังน่าลงทุนไหม เป็นคำถามที่ผมโดนยิงใส่บ่อยที่สุดในรอบปีที่ผ่านมา เรื่องนี้มันน่าสนใจตรงที่ว่า ในขณะที่หุ้นหลายตัวแดงเถือก แต่ราคากระเป๋าแบรนด์เนมกลับดีดตัวขึ้นสวนกระแสเศรษฐกิจ วันนี้ป๋าจะพาไปกะเทาะเปลือก LVMH ดูไส้ในกันชัดๆ ว่าเบื้องหลังป้ายราคาหลักแสน มันมี “Value” ซ่อนอยู่จริง หรือเป็นแค่การปั่นกระแสการตลาดที่ชาญฉลาดกันแน่
การจะตอบคำถามว่าแบรนด์ยังน่าเล่นอยู่ไหม เราต้องถอยออกมามองภาพใหญ่กันก่อนครับ ไม่ใช่แค่มองตัวกระเป๋า Dior ภายใต้การนำของอาณาจักร LVMH เขาไม่ได้เล่นเกมขายของ แต่เขากำลังเล่น “เกมจิตวิทยา” กับผู้บริโภค กลยุทธ์ที่เขาใช้คือการดันเพดานราคาขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อคัดกรองลูกค้าและสร้างภาพลักษณ์ Ultra-Luxury ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ช่วงปี 2017 ตอนที่ Maria Grazia Chiuri เข้ามารับตำแหน่ง Creative Director ใหม่ๆ ตอนนั้นหลายคนปรามาสว่า จะกลายเป็นแบรนด์เฟมินิสต์จ๋าจนขายยาก แต่กลายเป็นว่าเธอกลับปลุกกระแส “Logomania” ผ่านลาย Oblique และ J’Adior จนแบรนด์กลับมาเปรี้ยงปร้าง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของกราฟราคาที่พุ่งขึ้นแบบ Exponential
คำศัพท์คำหนึ่งที่นักลงทุนควรรู้จักคือ “Pricing Power” ครับ Dior เป็นหนึ่งในไม่กี่แบรนด์ในโลกที่สามารถขึ้นราคาได้ปีละ 2-3 ครั้ง โดยที่ยอดขายไม่ตก นี่คือป้อมปราการทางธุรกิจที่แข็งแกร่งมาก การที่เขาสามารถขายกระเป๋าใบละสองแสนได้ ทั้งที่ต้นทุนการผลิตอาจจะไม่ถึง 20% ของราคาขาย มันสะท้อนถึง Brand Equity ที่มหาศาล (19 สิงหาคม 2025) [1]
ถ้าอยากเห็นภาพชัดๆ ลองไปอ่านบทวิเคราะห์ของ The Business of Fashion (BoF) หรือรายงานประจำปีของ LVMH 2023 Annual Report ดูครับ ตัวเลขรายได้ในแผนก Fashion & Leather Goods ที่โตระเบิดระเบ้อ มันยืนยันได้ว่ากลยุทธ์การขยับสถานะแบรนด์ของเขา “Work” จริงๆ
ลองดูสถิติราคากันหน่อย ย้อนกลับไปช่วงโควิดปี 2020-2022 ในขณะที่ธุรกิจอื่นล้มหายตายจาก แต่ราคา Retail ของ Lady Dior และ Saddle Bag กลับปรับขึ้นรวมๆ แล้วเกือบ 20-30% ภายในระยะเวลาสั้นๆ ชนะเงินเฟ้อแบบขาดลอย ใครที่เก็บของไว้ก่อนช่วงนั้น ตอนนี้กำไรส่วนต่างนอนยิ้มกันทุกคน

คำถามนี้เจ็บจี๊ดครับ เพราะการเข้าซื้อตอนราคา High เป็นสิ่งที่นักลงทุนกลัวที่สุด แต่ในมุมมองของป๋า ตลาดยังไปได้ต่อครับ เพียงแต่เกณฑ์การเลือกของต้องเข้มข้นขึ้นกว่าเดิมร้อยเท่า คุณจะหลับตาจิ้มซื้อทุกใบเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้แล้ว
ต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า ปริมาณกระเป๋าในตลาดมือสองเริ่มมี Supply ออกมาเยอะขึ้น โดยเฉพาะรุ่นที่เป็น Seasonal หรือแฟชั่นจัดๆ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ “Price Gap” ระหว่างมือหนึ่งและมือสองเริ่มถ่างกว้างขึ้นในบางรุ่น (14 สิงหาคม 2025) [2]
สำหรับใครที่อยากรู้ว่ารุ่นไหนพื้นฐานยังแน่นปึ้ก ลองแวะไปทำการบ้านเพิ่มใน Dior รุ่นที่น่าเก็บ ที่ผมคัดเน้นๆ มาให้แล้ว จะได้ไม่ไปติดดอยกับรุ่นที่สภาพคล่องต่ำ
ลองเทียบมวยคู่เอกดูครับ
ลองไปดูดัชนีการลงทุนของ Knight Frank จะเห็นว่ากระเป๋าแบรนด์เนมยังเป็น Asset Class ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่างานศิลปะหรือไวน์ในบางปีเสียอีก
ช่วงปี 2023 เราเริ่มเห็นสัญญาณ Market Correction หรือการปรับฐานของราคาในตลาดรีเซลล์ รุ่นที่เป็นกระแสวูบวาบราคาเริ่มย่อตัวลง นี่คือจังหวะ “ช้อนซื้อ” ของนักลงทุน VI ที่มองเกมยาวครับ เพราะของดีราคาถูกมักจะโผล่มาตอนตลาดตื่นตระหนกเสมอนี่แหละ
ถ้าอยากรู้วิธีดูมูลค่าที่แท้จริงแบบเจาะลึก กลับไปอ่าน เจาะลึกการลงทุน Dior ดูครับ บทความนั้นผมลงลึกเรื่องพื้นฐานไว้แน่นมาก
เรื่องที่น่ากังวลที่สุดตอนนี้ไม่ใช่เรื่องราคาตก แต่เป็นเรื่อง “ของปลอม” ที่พัฒนาไปไกลจนน่ากลัว และเรื่องการผลิตออกมาเยอะเกิน ไปจนความขลังเริ่มลดลง ถ้า LVMH เผลอเร่งยอดผลิตจนของล้นตลาดเมื่อไหร่ มูลค่าแบรนด์อาจจะสั่นคลอนได้ นี่คือ Risk Factor ที่เราต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด
มองข้ามช็อตไปถึงปี 2026 เทรนด์ Quiet Luxury จะยังคงอยู่ และ ทางแบรนด์กำลังปรับตัวไปทางนั้น เราจะเห็นโลโก้ตะโกนๆ น้อยลง แต่จะเห็นงานฝีมือ และหนัง Exotic ที่หายากมากขึ้น ใครที่สะสมงาน Art Piece หรือรุ่นหนังพิเศษ จะเป็นกลุ่มที่ทำกำไรได้สูงสุดในอนาคต (27 ตุลาคม 2025) [3]
Dior ยังน่าลงทุนไหม คำตอบคือ “ยังน่าลงทุนมาก” แต่ต้องเป็นในลักษณะของ “Selective Investment” เท่านั้นครับ ยุคของการหว่านแหจบไปแล้ว ตอนนี้คือยุคของสไนเปอร์ที่ต้องเล็งให้แม่น เลือกเฉพาะรุ่น Classic ที่ผ่านกาลเวลาพิสูจน์แล้ว หรือรุ่น Limited ที่มี Story แข็งแกร่งจริงๆ ส่วนรุ่นแฟชั่นฉาบฉวย ให้ซื้อเพราะ “ความชอบ” อย่าซื้อเพราะหวัง “กำไร”
ถ้าคุณต้องการความมั่นคง และสภาพคล่องที่ดีในระดับที่รับได้ Lady Dior และ Saddle Bag ยังคงดีกว่าการไปเสี่ยงกับแบรนด์เล็กๆ ที่กระแสมาไวไปไวครับ แต่ถ้าคุณหวัง Capital Gain แบบก้าวกระโดด อาจจะต้องมองหาแบรนด์ที่เป็น Niche Market หรือ Hermes ในบางรุ่น
ท้ายที่สุดแล้ว มูลค่าการลงทุนไม่ได้อยู่ที่ตัวเงินอย่างเดียวครับ แต่มันอยู่ที่ “ความสุข” ระหว่างทางที่เราได้ศึกษา ได้ตามหา และได้ครอบครองงานศิลปะที่เราหลงใหล การลงทุนใน Luxury Brand คือการลงทุนใน Lifestyle และภาพลักษณ์ของคุณเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ประเมินค่าเป็นตัวเลขไม่ได้หรอกครับ ขอให้สนุกกับการลงทุนนะครับ!

