



3 วิธีแก้สัตว์เมารถ คือคาถาบทแรกที่อยากให้ทุกคนท่องจำให้ขึ้นใจ ก่อนจะสตาร์ทรถพาเจ้านายไปซิ่ง ลองจินตนาการดูนะ เราแพลนทริปดิบดีตาม คู่มือพาสัตว์เลี้ยงเที่ยว 2025 เป๊ะๆ แต่พอออกรถไปได้ครึ่งชั่วโมง… อ้วกเต็มเบาะ จบกันความฝัน บอกเลยว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ที่จะมองข้ามได้ เพราะมันทำลายบรรยากาศการท่องเที่ยวแบบย่อยยับมานักต่อนักแล้ว
เคยสงสัยไหมว่าทำไมนั่งรถแป๊บเดียว น้องก็น้ำลายยืดแล้ว? มันไม่ใช่เพราะเขาดัดจริตนะ แต่ระบบประสาทสัมผัสของเขาไวกว่าเราเยอะ โดยเฉพาะระบบการทรงตัวในหูชั้นใน ที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ในสัตว์อายุน้อย
ย้อนไปช่วงปี 2015 สมัยนั้นความรู้เรื่องนี้ยังไม่แพร่หลาย คนส่วนใหญ่ เข้าใจผิดว่าสัตว์แค่อยากเรียกร้องความสนใจ หรือแค่ เครียด ธรรมดา เลยแก้ปัญหาผิดจุดด้วยการดุบ้าง หรือฝืนพาไปต่อบ้าง หารู้ไม่ว่านั่นยิ่งกระตุ้นให้น้องเข็ดขยาดการขึ้นรถจนกลายเป็นปมฝังใจ แต่พอมาถึงปีนี้ วิทยาศาสตร์ยืนยันแล้วว่ามันคืออาการป่วยทางกายภาพที่ทรมานจริงๆ ไม่ต่างจากเราเมาเรือเลยล่ะ
อย่าเพิ่งจับยัดเข้ารถแล้วบึ่งไปเชียงใหม่ นั่นคือหายนะ การแก้ที่ยั่งยืนที่สุดคือการทำให้รถกลายเป็น Happy Place ไม่ใช่ห้องขังเคลื่อนที่
นี่คือกุญแจสำคัญที่หลายคนตกม้าตาย การลดสิ่งที่มากระตุ้นสายตาและการดมกลิ่นช่วยได้เยอะมาก
คำเตือนตัวโตๆ ห้ามซื้อยาแก้เมาคนให้สัตว์กินเองเด็ดขาด ข้อมูลจากโรงพยาบาลสัตว์ชั้นนำระบุว่า ยาบางตัวมีส่วนผสมที่เป็นพิษต่อระบบประสาทสัตว์ แนะนำว่าถ้าจำเป็นต้องใช้ยาจริงๆ ให้ปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อจ่ายยา Cerenia (Maropitant) หรือยาเฉพาะทางจะปลอดภัยกว่า (10 กันยายน 2023) [1]
มีสถิติที่น่าตกใจจากแบบสอบถามเจ้าของสัตว์เลี้ยงในสหรัฐฯ ช่วงปี 2019 เทียบกับ 2023 พบว่าอัตราการเกิดอาการเมารถในสัตว์เลี้ยง เพิ่มสูงขึ้น เกือบ 20% ในปี 2023 ไม่ใช่เพราะสัตว์อ่อนแอลงนะ แต่เป็นเพราะหลังโควิด คนเริ่มพาสัตว์เดินทางไกล มากขึ้นแบบก้าวกระโดด โดยขาดการ เตรียมตัวยังไง ก่อนเดินทาง ที่ถูกต้อง ทำให้สัตว์ปรับตัวไม่ทัน

ช่วงหลังๆ มานี้ เทรนด์การเลี้ยงสัตว์แบบ Holistic หรือเน้นธรรมชาติบำบัดมาแรงมาก คนเริ่มไม่อยากยัดเยียดยาเคมีให้น้องถ้าไม่จำเป็น สังเกตเห็นว่าพ่อแม่ยุคใหม่หันมาพึ่งพาสมุนไพรและเทคนิคทางกายภาพบำบัดมากขึ้น ซึ่งมันเจ๋งตรงที่ผลข้างเคียงน้อย และดีต่อสุขภาพระยะยาว (14 ธันวาคม 2024) [2]
เมื่อก่อนสักปี 2010-2012 เรามักจะได้ยินคำแนะนำให้ กินยาซึม เพื่อให้น้องหลับๆ ไปซะจะได้ไม่กวน แต่เชื่อเถอะว่านั่นคือวิธีที่ล้าหลังมาก ยาซึมไม่ได้แก้เมา มันแค่ทำให้ขยับตัวไม่ได้แต่สมองยังรับรู้ความเวียนหัวอยู่ (ทรมานกว่าเดิมอีก) ในปี 2025 นี้ สัตวแพทย์ทั่วโลกต่างลงความเห็นว่าควรแก้ที่ต้นเหตุ คือลดอาการคลื่นไส้ (Anti-nausea) ไม่ใช่ไปกดประสาทให้หลับ
สถิติเสริม การใช้ฟีโรโมนร่วมกับการปรับพฤติกรรม ช่วยลดอาการเมารถได้ถึง 70% ในสุนัขที่มีความกังวลระดับปานกลาง โดยไม่ต้องพึ่งยาเคมีเลย (4 กันยายน 2023) [3]
หลายคนคิดว่า งดอาหาร = ไม่อ้วก จริงครึ่งเดียวค่ะ การปล่อยให้ท้องว่างสนิท กรดในกระเพาะจะทำให้น้องคลื่นไส้หนักกว่าเดิม ทริคคือ ให้กินอาหารเบาๆ ย่อยง่าย ประมาณ 25% ของมื้อปกติ สัก 1 ชั่วโมงก่อนเดินทาง พอให้มีอะไรหล่อเลี้ยงกระเพาะ แล้วค่อยไปจัดเต็มตอนถึงที่หมายดีกว่า
แอบไปส่องเทรนด์เทคโนโลยีมา คาดว่าในปี 2026-2027 เราน่าจะได้เห็น Smart Wearable สำหรับสัตว์เลี้ยงที่สามารถตรวจจับสัญญาณชีพ เพื่อแจ้งเตือนเจ้าของผ่านแอปฯ ว่า น้องกำลังจะเริ่มเมาแล้วนะ ให้เรารู้ตัวก่อนที่จะเกิดโศกนาฏกรรมอ้วกแตก ล้ำสุดๆ ไปเลยใช่ไหม?
3 วิธีแก้สัตว์เมารถ ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ สรุปง่ายๆ คือ ฝึกให้ชิน ปรับสภาพแวดล้อม และใช้ตัวช่วยที่ถูกต้อง การแก้ปัญหานี้ต้องใช้เวลาและความใจเย็น ไม่มียาวิเศษเม็ดเดียวหาย แต่ถ้าทำสำเร็จ รางวัลที่ได้คือการเห็นหน้าฟินๆ ของลูกตอนโผล่หน้าออกไปรับลม (ตอนรถจอดนะ) และความทรงจำดีๆ ที่ไม่มีกลิ่นอ้วกมากวนใจ มันคุ้มค่าที่จะลองนะ เอาจริง
ถ้าอาการไม่หนักมาก เชียร์ให้ ค่อยๆ ลุย ไปพร้อมกับการฝึกค่ะ การหลีกเลี่ยงไม่พาไปไหนเลยจะยิ่งทำให้น้องกลัวรถ แต่ถ้าเป็นหนักชนิดที่น้ำลายฟูมปาก ตัวสั่นงันงก อันนี้ต้องปรึกษาหมอเพื่อวางแผนระยะยาว อย่าฝืน เพราะความเครียดสะสมอาจทำให้น้องป่วยยาวได้
สุดท้ายแล้ว การพาสัตว์เลี้ยงเที่ยวคือการเติมเต็มความสุขให้กันและกัน อย่าให้เรื่องเมารถมาเป็นกำแพงกั้นความรักของเรา เตรียมตัวให้พร้อม เข้าใจธรรมชาติของเขา แล้วทุกกิโลเมตรจะเป็นความสุขที่น่าจดจำ สู้ๆ นะคะทาสทุกคน เอาใจช่วย

