



3 วิธีรับมือฮีทสโตรกสัตว์ อากาศเมืองไทยช่วงนี้โหดร้ายกับลูกๆ สี่ขาของเรามาก ลูซี่ขอบอกเลยว่าเรื่องนี้ซีเรียสสุดๆ เพราะน้องหมาน้องแมวเขาไม่มีต่อมเหงื่อระบายความร้อนทั่วตัวเหมือนเรา เวลาเขาฮีทขึ้นมาที อาการมันไปไวมากจนน่าใจหาย แป๊บเดียวอาจจะช็อกหมดสติได้เลย วันนี้ลูซี่เลยขอมาแชร์คัมภีร์กู้ชีพ ที่ทาสทุกคนต้องพกติดสมองไว้ค่ะ
จำกันได้ไหมคะ ช่วงปี 2018-2020 เวลาเราพาน้องออกไปเดินเล่น เราอาจจะแค่พกขวดน้ำเล็กๆ ขวดเดียวก็เอาอยู่ ตอนนั้นเรามักจะคิดว่า แค่เห็นน้องลิ้นห้อย หายใจแฮ่กๆ คือเรื่องปกติของหมาเหนื่อย
แต่ตัดภาพมาที่ปัจจุบันสิคะ สภาพอากาศมันเปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ ภาวะ Global Boiling ทำให้อุณหภูมิพื้นปูนร้อนจนแทบจะทอดไข่สุก การพาเขาออกไปเดินตอนแดดเปรี้ยงแค่ 5 นาที ก็เสี่ยงทำให้เกิดภาวะ Heatstroke หรือโรคลมแดดได้แล้ว
ลูซี่สังเกตเห็นเลยว่า เดี๋ยวนี้เจ้าของที่ใส่ใจจริงๆ จะเริ่มมีการเช็คอุณหภูมิพื้นด้วยหลังมือก่อนพาลูกเดินเสมอ นี่คือ New Normal ของการเลี้ยงสัตว์ในยุคโลกเดือดที่แท้ทรู
พื้นฐานสำคัญคือ ร่างกายสัตว์เลี้ยงระบายความร้อนช้ากว่าเราเยอะมาก เขาใช้การหอบ และการเหงื่อออกที่อุ้งเท้าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น พอความร้อนสะสมในร่างกายสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส ระบบภายในจะเริ่มรวนทันที (31 กรกฎาคม 2025) [1]
ตรงนี้แหละที่อันตรายสุดๆ การเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเดินทางในสภาพอากาศแบบนี้จึงสำคัญมาก ลองแวะไปดูเทคนิคเพิ่มเติมใน คู่มือดูแล ระหว่างเดินทาง ได้นะคะ ในนั้นลูซี่รวบรวมทริคการจัดการอุณหภูมิในรถและการดูแลระหว่างทางไว้ให้แล้ว เพราะบางทีภัยร้ายก็มาตอนเราขับรถเพลินๆ นี่แหละ
เตือนกันตรงนี้เลยนะคะ สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดเวลาเห็นลูกตัวร้อนจี๋ คือการสาดน้ำเย็นจัด หรือ เอาไปแช่น้ำแข็งทันที หลายคนตกใจแล้วทำแบบนั้น ซึ่งมันผิดมหันต์ค่ะ
เพราะเส้นเลือดจะหดตัวฉับพลัน ทำให้ความร้อนระบายไม่ออก ยิ่งทำให้อาการแย่ลงไปอีก หรือการเอาผ้าชุบน้ำโปะตัวไว้หนาๆ โดยไม่มีลมผ่าน ก็เหมือนเราไปอบความร้อนให้เขาทางอ้อม ต้องระวังให้ดีเลยค่ะจุดนี้
สมาคมสัตวแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา หรือ AVMA ยืนยันข้อมูลน่าตกใจว่า อุณหภูมิภายในรถยนต์สามารถพุ่งสูงขึ้น 20 องศาภายในเวลาแค่ 10 นาที แม้เราจะจอดในร่มและแง้มกระจกไว้ก็ตาม ดังนั้นกฎเหล็กคือ ห้ามทิ้งสัตว์เลี้ยงไว้ในรถลำพังเด็ดขาด ไม่ว่ากรณีใดๆ
ที่มา: AVMA (สืบค้นเมื่อ 23 ธันวาคม 2025) [2]
ช่วงปี 2021-2023 ยอดเคสสัตว์เลี้ยงเข้าห้องฉุกเฉินด้วยอาการ Heatstroke ในโรงพยาบาลสัตว์ชั้นนำของไทย เพิ่มสูงขึ้นกว่า 50% โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม และที่น่ากังวลคือ สายพันธุ์หน้าสั้น อย่าง เฟรนช์บูลด็อก หรือ ปั๊ก มีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าสายพันธุ์อื่นถึง 2 เท่า ข้อมูลนี้บอกเราว่า การป้องกันสำคัญกว่าการรักษาจริงๆ

มาถึงพาร์ทสำคัญที่สุด ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมาจริงๆ เราต้องตั้งสติแล้วทำตามนี้ทันที
ความน่ากลัวคือบางทีอาการมันไม่ได้มาตูมเดียวจอด แต่มันส่งสัญญาณเตือนเล็กๆ มาก่อน เช่น น้องเริ่มเดินช้าลง ไม่สนใจของเล่น หรือลิ้นเริ่มแผ่กว้างผิดปกติ ลูซี่เจอกับตัวตอนพาบีเกิ้ลที่บ้านไปวิ่ง แค่น้องหยุดเดินแล้วมองหน้า ลูซี่รู้เลยว่าต้องพักทันที ความช่างสังเกตของแม่ๆ นี่แหละค่ะคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด
นอกจากอาการหายใจแรงแล้ว ลูซี่อยากให้ลองสังเกต สีของเหงือกและลิ้น ดูค่ะ ถ้าเริ่มเปลี่ยนจากสีชมพูเรื่อๆ กลายเป็นสีแดงจัด แดงเข้ม หรือบางตัวอาจจะเริ่มมีฟองน้ำลายหนืดเหนียวเกาะที่ขอบปาก นั่นคือสัญญาณว่าร่างกายกำลังวิกฤตแล้ว
อีกจุดที่คนมักมองข้ามคือ ดวงตา ค่ะ น้องอาจจะมีอาการตาแดงก่ำ รูม่านตาขยาย หรือจ้องมองแบบเหม่อลอยเหมือนคนไม่มีสติ หากเห็นอาการเหล่านี้รวมกันแม้เพียงนิดเดียว ให้รีบเริ่มกระบวนการลดความร้อนทันทีแบบไม่ต้องรอให้เขาล้มฟุบลงไป เพราะความเร็วในการตัดสินใจเพียงเสี้ยวนาที หมายถึงโอกาสรอดชีวิตที่เพิ่มขึ้นมหาศาลค่ะ
หลายคนเข้าใจว่า ร้อนนักก็จับโยนลงสระน้ำสิ จริงๆ แล้วถ้าแดดเปรี้ยงๆ ผิวน้ำสระว่ายน้ำก็ร้อนเอาเรื่องนะคะ หรือถ้าน้องว่ายน้ำหนักเกินไป ร่างกายก็สร้างความร้อนเพิ่มขึ้นจนน็อคกลางน้ำได้เหมือนกัน ต้องระวังให้ดี
ถ้าอยากวางแผนการเที่ยวให้ปลอดภัยครอบคลุมทุกมิติ ลองไปทำการบ้านต่อที่ คู่มือพาสัตว์เลี้ยงเที่ยว 2025 ดูค่ะ เล่มนั้นลูซี่จัดเต็มเช็กลิสต์การเตรียมตัวก่อนออกทริปไว้ละเอียดมาก ช่วยให้เราไม่พลาดเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจก่อให้เกิดอันตราย
ทริคลับที่สัตวแพทย์เคยกระซิบมา ถ้าฉุกเฉินจริงๆ แล้วหาน้ำไม่ได้ หรือต้องการลดอุณหภูมิเร่งด่วน การใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดที่ฝ่าเท้า จะช่วยระบายความร้อนได้เร็วกว่าน้ำ เพราะแอลกอฮอล์ระเหยไวมาก แต่ทำแค่ชั่วคราวแล้วรีบส่งหมอนะคะ
ที่มา: vcahospitals (สืบค้นเมื่อ 23 ธันวาคม 2025) [3]
เหตุผลที่แอลกอฮอล์ได้ผลดีในนาทีวิกฤต เพราะสัตว์เลี้ยงระบายความร้อนผ่านอุ้งเท้าเป็นหลักค่ะ เมื่อแอลกอฮอล์สัมผัสผิวหนังที่ความร้อนสูง มันจะดึงความร้อนจากหลอดเลือดบริเวณนั้นระเหยออกไปในอากาศอย่างรวดเร็ว ช่วยดึงอุณหภูมิแกนกลางร่างกายลงได้เร็วกว่าการใช้ผ้าชุบน้ำเพียงอย่างเดียว
แต่อย่าลืมนะคะว่านี่เป็นเพียง การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อซื้อเวลาเท่านั้น เพราะการใช้แอลกอฮอล์มากเกินไปอาจทำให้ผิวหนังระคายเคืองหรือแห้งเกินไปได้ เป้าหมายหลักของเรายังคงเป็นการพาเขาไปถึงมือคุณหมอให้ไวที่สุดค่ะ
มองไปในอนาคตอันใกล้ ลูซี่เชื่อว่าเราจะได้เห็น Gadget อย่าง Smart Collar ที่มีเซนเซอร์วัดอุณหภูมิร่างกายสัตว์เลี้ยงแบบ Real-time แจ้งเตือนเข้ามือถือเราทันทีที่ความร้อนในตัวน้องเริ่มแตะขีดอันตราย เทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยปิดช่องว่างตรงนี้ ทำให้เราดูแลเขาได้แม่นยำขึ้นเยอะเลยค่ะ
3 วิธีรับมือฮีทสโตรกสัตว์ สรุปง่ายๆ คือ รู้ทัน ป้องกัน ไว ฮีทสโตรกไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา แต่เป็นเรื่องของการจัดการ ถ้าเราเตรียมตัวดี สังเกตเก่ง และรู้วิธีปฐมพยาบาล โอกาสรอดของลูกเราก็สูงลิบลิ่ว อย่ารอให้วัวหายแล้วล้อมคอก เพราะชีวิตลูกเรามีค่าเกินกว่าจะเสี่ยงกับความประมาทค่ะ
ลูซี่อยากฝากทิ้งท้ายด้วยความห่วงใยจริงๆ ค่ะ ยิ่งอากาศเมืองไทยนับวันยิ่งโหดร้าย เรายิ่งต้องเป็นเกราะคุ้มกันภัยให้ลูกๆ ของเรา การมีความรู้ติดตัวไว้ ไม่ได้แปลว่าเราอยากให้มันเกิดขึ้น แต่เพื่อให้เราพร้อมที่สุดในวันที่สิ่งไม่คาดฝันมาถึง ดูแลสุขภาพกันดีๆ ทั้งแม่ทั้งลูกนะคะ เลิฟๆ

