



โปรแกรมเวท สำหรับนักกีฬา ไม่เหมือนกับโปรแกรมเล่นกล้ามของนายแบบหน้ายิมนะจ๊ะ! ขอบอกให้ชัดตรงนี้เลยว่า “กล้ามสวย” กับ “กล้ามใช้งาน” มันคนละเรื่องกัน! ถ้าคุณอยากรู้ว่า โรนัลโด้, เลอบรอน เจมส์ หรือ ยูเซน โบลต์ เขาฝึกกันยังไงถึงได้เป็นเทพเจ้า เลดี้จะพาไปเปิดคัมภีร์ลับฉบับกูรู ที่จะเปลี่ยนร่างกายคุณให้กลายเป็นอาวุธสงคราม!
ถ้าคุณข้ามขั้นไปฝึก Power โดยไม่มี Strength เตรียมตัวเจ็บเข่าเจ็บหลังได้เลย ลองย้อนกลับไปดูยุค 1960s สมัยนั้นโค้ชกรีฑาโซเวียตชื่อ Yuri Verkhoshansky คิดค้นศาสตร์ที่เรียกว่า Plyometrics (การฝึกกระโดด) ขึ้นมา
ตอนแรกคนหัวเราะเยาะว่า “กระโดดหยองๆ แหแยงๆ จะไปเก่งได้ไง” แต่พอนักกีฬารัสเซียกวาดเหรียญทองโอลิมปิกเรียบวุธ เทคนิคนี้ก็กลายเป็นมาตรฐานโลกจนถึงปัจจุบัน
นี่คือความเชื่อโบราณคร่ำครึที่ควรจับถ่วงน้ำ! “กล้ามเนื้อ” คือเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนร่างกาย ยิ่งเครื่องแรง (กล้ามแข็งแรง) ยิ่งวิ่งเร็วสิ! ปัญหาที่ทำให้วิ่งช้าไม่ใช่กล้าม แต่คือ “ไขมัน” และ “ความยืดหยุ่นที่หายไป” ต่างหาก ถ้าคุณเล่นเวทถูกวิธี ควบคู่กับการยืดเหยียด รับรองว่าคุณจะพริ้วไหวเหมือนสายลม
การฝึกเวทเทรนนิ่งอย่างถูกต้อง สำหรับนักกีฬาจะเน้นการเพิ่มอัตราการผลิตแรงสูงสุดในเวลาอันสั้น โดยใช้การฝึกแบบพลังระเบิด ซึ่งจะกระตุ้นเส้นใยกล้ามเนื้อชนิด Fast-Twitch ทำให้วิ่งได้เร็วขึ้นและระเบิดพลังได้ดีขึ้น (24 เมษายน 2025) [1]
นอกจากนี้ การเล่นเวทจะช่วยเพิ่มความหนาแน่นของกระดูกและเอ็น ลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บ ที่มักจะเกิดขึ้นกับนักกีฬาที่เน้นแค่การวิ่งอย่างเดียว ดังนั้น เลิกกลัวการมีกล้ามเนื้อแล้วหันมาโฟกัสที่การฝึกแบบ Performance ได้เลย
อยากกระโดดสูง ต้องฝึกกระโดด อยากวิ่งเร็ว ต้องฝึกสปรินต์ การเล่นเวทเป็นแค่ตัวเสริม ไม่ใช่ตัวหลัก คุณต้องเลือกท่าที่ “เลียนแบบ” การเคลื่อนไหวในสนาม เช่น ถ้าเป็นนักบาส ควรเน้นท่า Squat Jump หรือ Clean & Jerk มากกว่าท่า Bicep Curl ที่เอาไว้โชว์สาว (12 กันยายน 2025) [2]
ปี 2000s ยุค Michael Jordan MJ จ้างเทรนเนอร์ส่วนตัวชื่อ Tim Grover มาดูแลเรื่องเวทเทรนนิ่งโดยเฉพาะ Grover ไม่ได้ให้ MJ เล่นกล้ามแขน แต่ให้เน้นแกนกลางลำตัว และสะโพก ผลลัพธ์คือ MJ สามารถกระโดดค้างตัวกลางอากาศได้นานกว่าชาวบ้าน และทนทานต่อแรงปะทะจนเล่นได้ถึงอายุ 40!
เว็บไซต์ NSCA (National Strength and Conditioning Association) คือแหล่งรวมงานวิจัยด้านนี้ที่เชื่อถือได้ที่สุด ลองเข้าไปหาอ่านบทความเรื่อง การวางแผนการฝึกซ้อมดู จะได้รู้ว่ามืออาชีพเขาวางตารางกันเป็นปีๆ ไม่ใช่มานึกเอาหน้างาน

โปรแกรมเวท สำหรับนักกีฬา ควรเน้น Free Weights (ดัมเบล, บาร์เบล) เป็นหลัก เพราะมันบังคับให้เราต้องทรงตัวและใช้กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวช่วยพยุง ซึ่งเหมือนกับตอนที่เราอยู่ในสนามจริง ส่วน Machines เก็บไว้ใช้ตอนเจ็บ หรือตอนอยากโฟกัสจุดอ่อนบางจุดพอ
Free Weights มีความเหนือกว่าอย่างชัดเจนสำหรับนักกีฬาเนื่องจากเป็นการฝึกแบบเปิด ที่ต้องใช้การทำงานร่วมกันของกล้ามเนื้อหลายมัด เพื่อควบคุมเสถียรภาพของข้อต่อ การยกบาร์เบล Deadlift หรือ Kettlebell Swing จำลองการเคลื่อนไหวที่ต้องทรงตัวบนพื้นสนามจริง และต้องใช้พลังงานจากแกนกลางลำตัว เพื่อป้องกันการบาดเจ็บ
ขณะที่ Machines ซึ่งเป็นการฝึกแบบปิดโซ่จลน์ มักจะแยกกล้ามเนื้อออกมาทำงานเดี่ยว ๆ ทำให้ได้ความแข็งแรงเฉพาะจุด แต่ไม่สามารถถ่ายโอนพลังไปใช้ในสนามแข่งได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่า Free Weights
ช่วงปี 2010 เป็นต้นมา เทรนด์ Functional Training (การฝึกเพื่อใช้งานจริง) มาแรงมาก อุปกรณ์แปลกๆ อย่าง TRX, Kettlebell, Battle Ropes เริ่มเข้ามาแทนที่เครื่องเล่นกล้ามใหญ่เทอะทะ เพราะมันช่วยฝึกกล้ามเนื้อช่วยทรงตัวได้ดีเยี่ยม ซึ่งจำเป็นมากสำหรับนักกีฬาที่ต้องเปลี่ยนทิศทางกะทันหัน
ถ้าใครอยากรู้ว่าต้องกินยังไงถึงจะมีแรงเล่นเวทหนักๆ แบบนี้ แวะไปอ่าน โภชนาการ ที่นักกีฬาควรรู้ ด่วนๆ เลย อาหารคือเชื้อเพลิงชั้นดี
รู้ไหมว่าพลังในการวิ่งและกระโดด 70-80% มาจากสะโพกและก้น? ท่าอย่าง Deadlift และ Hip Thrust จึงเป็นท่าบังคับสำหรับนักกีฬาทุกประเภท
ปัจจุบัน เทคโนโลยี Velocity Based Training (VBT) เข้ามาช่วยวัดความเร็วในการยกบาร์เบล เพื่อให้แน่ใจว่าเรากำลังฝึก Power จริงๆ ไม่ใช่แค่ยกหนักไปวันๆ การทำความเข้าใจ Anatomy ของสะโพกจะพบว่ากล้ามเนื้อ Glutes และ Hamstrings คือกลุ่มกล้ามเนื้อที่ใหญ่และทรงพลังที่สุดในการสร้างแรงขับเคลื่อนไปข้างหน้า และขึ้นด้านบน (5 พฤษภาคม 2014) [3]
การฝึก Hip Hinge Movement อย่าง Deadlift หรือ Olympic Lifts จึงเป็นหัวใจของ “Power Training” เพราะมันสอนให้ร่างกายเรียนรู้วิธีการใช้สะโพกเป็นตัวจุดระเบิดพลังงาน ไม่ใช่แค่การใช้หัวเข่าอย่างเดียว การมีสะโพกที่แข็งแรงและยืดหยุ่นยังช่วยป้องกันอาการบาดเจ็บที่หัวเข่าและหลังส่วนล่างได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย
เลดี้เตือนไว้เลยนะ นักกีฬาหลายคนตกม้าตายเพราะซ้อมหนักเกิน โปรแกรมเวทที่โหดต้องมาคู่กับการพักผ่อนที่ถึง เล่นหนัก 1 วัน พัก 1-2 วัน ให้ร่างกายได้ซ่อมแซม ถ้าฝืนเล่นทุกวัน คุณจะได้แค่ความล้า ไม่ใช่ความแกร่ง อยากรู้เทคนิคฟื้นฟูเทพๆ ไปอ่าน ฟื้นฟูร่างกาย หลังแข่งหนัก ต่อเลย
สรุปหัวใจสำคัญคือ
ถ้าอยากเป็นแค่ “ผู้เข้าร่วม” ก็วิ่งต่อไป แต่ถ้าอยากเป็น “ผู้ชนะ” เดินเข้ายิมเดี๋ยวนี้! เริ่มจากท่าง่ายๆ อย่าง Squat, Push-up, Lunge ก่อนก็ได้ ขอแค่มีความสม่ำเสมอ ร่างกายคุณจะตอบแทนด้วยสมรรถภาพที่เหนือกว่าคู่แข่งแน่นอน
ในสนามแข่งขัน ไม่มีใครสนใจว่าคุณเหนื่อยแค่ไหน เขาดูแค่ว่าใครแกร่งกว่า การเตรียมตัวในห้องเวทคือสิ่งที่แยก “แชมป์” ออกจาก “คนทั่วไป” ยอมเจ็บปวดในวันนี้ เพื่อไปหัวเราะทีหลังในวันที่ชูถ้วยรางวัล ลุยให้สุด แล้วหยุดที่คำว่าตำนาน!

