



แมว สฟิงซ์ ในไทย แมวเหมียวไร้ขน ราคาหลักแสน มาพร้อมความน่ารัก ความขี้อ้อน เฉลียวฉลาด ติดเจ้าของ พร้อมมอบความรักให้แก่เจ้าของ แมวสายพันธุ์แคนาดา ที่ธรรมชาติฉันสร้างขึ้น ลักษณะพิเศษที่ไร้ขน สร้างเอกลักษณ์ และความหรูหรา
แมวไร้ขน สายพันธุ์สฟิงซ์ หรือถูกเรียกว่า แมวไร้ขนสายพันธุ์แคนาดา ซึ่งเป็นแมวที่มีลักษณะผิวหนังยับย่น มีความยู่ยี่ หน้าตาดูเฉลียวฉลาด มีเสน่ห์ไปอีกแบบ ซึ่งสามารถทำให้คนรักแมว ตกหลุมรักแมวชนิดนี้ได้ไม่ยาก ด้วยความขี้อ้อน ความน่ารักแสนซน และความฉลาดรอบรู้ ทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ นิยมเลี้ยงกันมากขึ้น มีการประกวดสายพันธุ์แมวสฟิงซ์อีกด้วย
แมวเหมียวแสนน่ารักอีก 1 สายพันธุ์ ‘แมวสฟิงซ์’ หรือ ‘Sphynx cat’ ซึ่งเป็นแมวไม่มีขน ผิวน้องย่นๆ ดูน่ารักไปอีกแบบ ซึ่งแมวสฟิงซ์ มีต้นกำเนิดมาจาก แคนาดา แมวสายพันธุ์นี้ เป็นแมวที่เกิดจากการกลายพันธุ์ เป็นพันธุกรรมที่เกิดตามธรรมชาติ และถูกพัฒนาผ่านการคัดเลือกสายพันธุ์ของสัตว์ ในช่วงศตวรรษที่ 1966 จะเป็นแมวที่มีผิวหนังล้วนๆ โดยที่ไม่มีขน
แมวสฟิงซ์ มีการพัฒนาสายพันธุ์ในยุโรปตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1960 และแมวสฟิงซ์พบในอเมริกาเหนือในช่วงทศวรรษที่ 1970 ซึ่งจะถือว่าเป็นจุดเริ่มต้น ของสายพันธุ์แมวสฟิงซ์ในปัจจุบัน โดยจะเป็นการกลายพันธุ์หลักๆ ของ 2 สายพันธุ์ คือ
ที่มา: Sphynx cat (1 ธันวาคม 2025) [1]
และในปี 2010 แมวสฟิงซ์มีการวิเคราะห์ DNA สำหรับภาวะไม่มีขนของแมวสฟิงซ์ เป็นรูปแบบของ DNA ยีนเด่นที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ สรรค์สร้างแมวสายพันธุ์นี้ขึ้นมา
ลักษณะเด่นของแมวสายพันธุ์ สฟิงซ์ นั่นก็คือแมวที่มีผิวหนังที่ไม่มีขน หรือเราเรียกว่าแมวไม่มีขนนั่นเอง และบางตัวอาจจะมีขนอ่อนๆหุ้มผิวเล็กน้อย โดยจะมีดวงตารูปโค้ง ใบหูใหญ่และกว้าง ผิวหนังยับย่นตามลำตัว ซึ่งแมวชนิดนี้จะมีหลายๆสีผิว สีผิวหนัง สีดำสลับขาว สีน้ำเงินเข้มๆ สีแดงสีขาว และลวดลายผิวหนังต่างๆ
อุปนิสัยโดยรวม แมวสฟิงซ์ จะเป็นแมวที่ฉลาด ขี้อ้อน ติดเจ้าของ เป็นแมวที่ซุกซนน่ารัก ในการดูแลรักษา เนื่องจากน้องเป็นแมวไม่มีขน จำเป็นต้องทาครีม มอยส์เจอไรเซอร์ หรือน้ำมันที่ไม่แต่งกลิ่น เฉพาะเจาะจงเพื่อดูแลผิวน้องแมวสฟิงซ์ และต้องหมั่นทำความสะอาดทุกสัปดาห์ ด้วยการอาบน้ำ โดยใช้ชมพูที่อ่อนโยน (2025) [2]

แมวสายพันธุ์ไร้ขน ที่ได้รับกระแสนิยมเยอะมากๆ ในประเทศไทย ทั้งเซเลบ ดารา นักร้อง ต่างถูกเจ้าแมวไร้ขนชนิดนี้ตกยังอยู่หมัด ด้วยความน่ารักเกินต้าน และความฉลาดแสนรู้ แถมยังมีความขี้อ้อนเป็นที่หนึ่ง แมว สฟิงซ์ ในไทย จึงถูกเหล่าทาสแมวนิยมเลี้ยงมากขึ้น และ เลี้ยงสัตว์ บำบัดจิต ของผู้เลี้ยงได้ด้วย ให้มีสุขภาพจิตที่ดี
สำหรับแมวสฟิงซ์ เปิดราคาค่าตัวที่ 25,000 บาท ถึง 100,000 บาท ราคาจะขึ้นอยู่กับแต่ละฟาร์ม จะเป็นแมวสฟิงซ์เกรดบ้าน หรือเกรดแมวสฟิงซ์ประกวด ลักษณะของสีผิวหนัง และความสวยงามของแต่ละตัว โดยราคาจะแตกต่างกันออกไป ตามลักษณะ และตามราคาของฟาร์มกำหนดไว้ (30 มิถุนายน 2024) [3]
สำหรับผู้ที่อยากเลี้ยงแมวสฟิงซ์ สิ่งที่ต้องเตรียมตัว คือการจัดสถานที่ การดูแลน้องแมว โดยต้องมีโลชั่นหรือครีมบำรุงผิว แต่ต้องรู้จักโรคประจำสายพันธุ์ น้องมีโรคอะไรบ้าง ต้องระวังอะไรบ้าง และศึกษาคลินิก หรือสถานพยาบาล ใกล้บ้านเตรียมพร้อมไว้ ต้องใช้เวลาเท่าไหร่ และต้องเดินทางไกลแค่ไหน รวมไปถึงการดูแลเอาใจใส่
แมวสฟิงซ์ เป็นแมวที่รักเจ้าของ ขี้อ้อน เฉลียวฉลาด และเป็นสายพันธุ์ที่ไม่มีขน การดูแลผิวหนัง และการทำความสะอาด ต้องดูแลเป็นพิเศษ มากกว่าแมวสายพันธุ์มีขนปกติ ซึ่งเมื่อคิดจะเลี้ยงแล้ว ต้องดูข้อดี ข้อเสีย ชั่งน้ำหนักในใจ สามารถยอมรับข้อเสียได้ไหม และอยากเลี้ยงจริงๆหรือเปล่า ค่อยตัดสินใจเลี้ยง
พิกัดยอดนิยม ฟาร์มแมวสฟิงซ์ในไทย สำหรับคนที่อยากเลี้ยงแมวสฟิงซ์ สามารถไปศึกษาข้อมูล และดูข้อมูลของฟาร์มเหล่านี้ได้ คือ
ที่มา: แมวพันธุ์สฟิงซ์ อาหาร วิธีเลี้ยง นิสัย [พร้อมราคา] – Yora (24 กรกฎาคม 2022) [4]
สำหรับฟาร์มในไทย ยังมีหลายๆฟาร์ม หากว่าต้องการเลี้ยง ควรสอบถามข้อมูลจากฟาร์มโดยตรง และไปซื้อในสถานที่ฟาร์ม เพื่อป้องกันการหลอกขาย และได้เห็นแมวสฟิงซ์เลือกสรรด้วยตัวเอง
สำหรับแมวไร้ขนอย่าง แมวสฟิงซ์ ในไทย จะถูกแบ่งแยกราคาตามเกรด ตั้งแต่เกรดแมวบ้าน เกรดแมวเลี้ยง และเกรดสายพันธุ์ประกวด เกรดทั่วไปจะมีราคาประมาณ 6,000-8,000 บาท ส่วนเกรดประกวด จะมีราคาตั้งแต่หลักหมื่น ไปจนถึงหลักแสน ขึ้นอยู่กับบางฟาร์มที่ปล่อยขาย หรือการซื้อขายกันเองของเหล่าผู้เลี้ยง
สำหรับแมวไร้ขน สายพันธุ์สฟิงซ์ ถูกค้นพบครั้งแรกในแคนาดา ในช่วงปี 1960 โดยประมาณ แมวสฟิงซ์เป็นสายพันธุ์ที่ธรรมชาติสรรค์สร้าง เป็นการกลายพันธุ์โดยธรรมชาติ เป็นแมวพันทางที่ไร้ขน และในปัจจุบัน คนนิยมเลี้ยงแมวชนิดนี้เยอะมากขึ้น
สำหรับค่าตัว แมวสฟิงซ์ ในประเทศไทยเรา หน้าฟาร์มเริ่มต้นที่ 25,000 บาท ไปจนถึงหลักแสน แต่สำหรับการซื้อขายผ่านผู้เลี้ยงด้วยกัน เริ่มต้นที่ 6,000-8,000 บาท ซึ่งขึ้นอยู่กับการตกลงระหว่างสองฝ่าย นอกจากค่าตัวแล้ว จำเป็นต้องเตรียมค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าอาหาร ค่าวัคซีน ค่ายารักษาโรค และของใช้จำเป็นต่างๆ ซึ่งตีออกมาเป็นรายเดือน

