เทคนิค ปรับความคิด 2026 จำเป็นแค่ไหนสำหรับกีฬา

เทคนิค ปรับความคิด

เทคนิค ปรับความคิด เคยสงสัยไหมว่าทำไมบางคนซ้อมเท่าเรา กินเหมือนเรา แต่พอลงสนามจริงกลับระเบิดฟอร์มได้เหนือกว่า ในขณะที่เราแค่จะก้าวขาไม่ออกเพราะความตื่นเต้น ถ้าคุณยังคิดว่าแค่ซ้อมหนักๆ เดี๋ยวก็เก่งเอง บอกเลยว่าคุณกำลังวิ่งไล่ตามเงาตัวเองอยู่ สมองต่างหากคือเจ้านายที่แท้จริง ถ้านายสั่งไม่ได้ ลูกน้องอย่างกล้ามเนื้อก็เป็นแค่ก้อนเนื้อโง่ๆ เท่านั้นแหละ

  • ทำไมการคิดบวกถึงฆ่านักกีฬามามาก
  • เปลี่ยนคำพูดในหัว ชีวิตเปลี่ยนทันที
  • สมองเราปั้นได้เหมือนดินน้ำมัน

รื้อสมองเก่าทิ้งซะ แล้วมาดูความจริง

ฉันเห็นมาเยอะมากพวกบ้าพลังในยิม ยกเวทหนักจนหน้าดำหน้าแดง แต่วันๆ เอาแต่บ่นว่าทำไมไม่โต ทำไมไม่ลีน ก็เพราะใจคุณมันไม่ได้ไง

ย้อนกลับไปช่วงยุค 90s ปลายๆ สักปี 1998 ยุคนั้นเป็นยุคที่ฉันเกลียดที่สุดยุคหนึ่งเลย เพราะสื่อต่างๆ ปลูกฝังแต่คำว่าใจสู้แบบผิดๆ โค้ชสมัยนั้นชอบตะโกนว่าห้ามท้อ ต้องกัดฟันสู้ พวกเราก็บ้าจี้ ก้มหน้าก้มตาซ้อมทั้งน้ำตา คิดว่าการทรมานตัวเองคือหนทางสู่ความสำเร็จ

ตอนนั้นเราไม่รู้จักคำว่า ความยืดหยุ่นทางจิตใจเลย เราถูกสอนให้เป็นหินผา ห้ามร้องไห้ ห้ามบ่น ผลลัพธ์เหรอ? พังพินาศ เจ็บตัวฟรี แถมจิตตกเพราะกดดันตัวเองเกินไป ถ้าตอนนั้นฉันรู้วิธีปรับ Mindset เหมือนตอนนี้ ฉันคงไปได้ไกลกว่านั้นเยอะ น่าเจ็บใจชะมัดที่เสียเวลาไปเป็นสิบปีกับความเชื่อล้าหลังพวกนั้น

ทำไมการคิดบวกถึงฆ่านักกีฬามามาก

เชื่อไหมว่าคำว่า คิดบวกเข้าไว้ นี่แหละตัวดีเลย มันทำให้เราปฏิเสธความจริง เวลาร่างกายเจ็บหรือฟอร์มตก แทนที่จะวิเคราะห์ปัญหา เรากลับบอกตัวเองว่า ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็ดีขึ้น บ้าบอ มันไม่ดีขึ้นหรอกถ้าไม่แก้ที่ต้นเหตุ การปรับความคิดที่ถูกต้องไม่ใช่การหลอกตัวเองว่าทุ่งลาเวนเดอร์สวยงาม แต่มันคือการมองเห็นกองขยะตรงหน้า แล้วรู้วิธีจัดการกับมันต่างหาก (1 มกราคม 2023) [1]

ถ้าคุณได้ลองอ่านเรื่อง Mindset ของแชมเปี้ยน มาบ้าง จะรู้เลยว่าพวกระดับโลกเขาไม่ได้มองโลกในแง่ดีตลอดเวลาหรอก แต่เขามองโลกตามความเป็นจริง และพร้อมจะงัดข้อกับอุปสรรค ไม่ใช่หนีปัญหาด้วยคำคมสวยหรู

ยุคโซเชียลระบาด กับความป่วยจิตของคน

ขยับมาช่วงปี 2010 ถึง 2015 ยุคนี้แหละที่นรกแตกของจริง Instagram เริ่มบูม เทรนด์ Fitspiration ระบาดหนักมาก หน้าฟีดเต็มไปด้วยรูปคนหุ่นเป๊ะพร้อมแคปชั่นปลุกใจประเภท No Excuses หรือ Pain is weakness leaving the body (21 พฤษภาคม 2024) [2]

ฉันเองก็เคยหลวมตัวไปกับกระแสบบ้านี่ ตื่นตี 4 มาวิ่งเพราะไม่อยากรู้สึกผิดที่เห็นเพื่อนโพสต์รูปซ้อม ทั้งที่ร่างกายนอนไม่พอ เครียดสะสม พอกินหลุดนิดหน่อยก็ด่าตัวเองว่าไร้วินัย รู้ไหมว่านั่นคือการสร้าง Toxic Mindset ที่ทำลาย ระบบกีฬา สู่ความเป็นเลิศ อย่างรุนแรง

เพราะระบบที่ดีต้องมีความสมดุล ไม่ใช่ความบ้าคลั่งที่ไร้สติ การที่เรากดดันตัวเองจนเครียด (Cortisol Spike) มันทำให้ระบบเผาผลาญพังพินาศ ยิ่งซ้อมยิ่งบวม นี่แหละผลของการมีความคิดที่ผิดเพี้ยน

เทคนิค ปรับความคิด ไม่ต้องพึ่งไลฟ์โค้ช

เทคนิค ปรับความคิด

เปลี่ยนคำพูดในหัว ชีวิตเปลี่ยนทันที

คุณเคยสังเกตเสียงในหัวตัวเองไหม? เวลาจะยกน้ำหนักเซตสุดท้ายที่มันหนักโคตรๆ เสียงในหัวคุณพูดว่าอะไร? ไม่ไหวแล้ว หรือ อีกนิดเดียว เดี๋ยวก็จบ เชื่อไหมว่าแค่เปลี่ยนประโยคพวกนี้ สมองจะสั่งการไปยังเส้นประสาท (Motor Unit) ต่างกันราวฟ้ากับเหว (17 เมษายน 2025) [3]

ช่วงปี 2018 ถึง 2020 เป็นยุคตื่นรู้เรื่อง Mental Health ในวงการกีฬา เคสของ Michael Phelps หรือ Simone Biles ที่ออกมาพูดเรื่องความกดดัน ทำให้โลกตาสว่าง ฉันเริ่มฝึกเทคนิคที่เรียกว่า Cognitive Reframing หรือการเปลี่ยนกรอบความคิด

จากที่เคยคิดว่า ความเหนื่อยคือความทรมาน ฉันเปลี่ยนใหม่เป็น ความเหนื่อยคือสัญญาณว่าร่างกายกำลังอัปเกรด แค่คิดแบบนี้ เชื่อไหมว่าขาที่ล้าๆ มันกลับมีแรงฮึดขึ้นมาเฉยเลย มันเป็นเรื่องของสารเคมีในสมองล้วนๆ ไม่ใช่ไสยศาสตร์

สมองเราปั้นได้เหมือนดินน้ำมัน

มาถึงยุคปัจจุบัน 2022 ถึง 2024 วิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่าสมองมีความยืดหยุ่น (Neuroplasticity) เราสามารถสร้างวงจรประสาทใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา หมายความว่าต่อให้คุณเป็นคนขี้แพ้มาทั้งชีวิต คุณก็ฝึกให้ตัวเองคิดแบบผู้ชนะได้

บทวิเคราะห์จากประสบการณ์ตรง เจ็บจริงหายจริง

สิ่งที่ฉันค้นพบคือ การ Visualization หรือการจินตนาการภาพความสำเร็จ มันทรงพลังมาก แต่ต้องทำอย่างถูกวิธี ไม่ใช่แค่นั่งฝันกลางวันนะ คุณต้องจินตนาการไปถึงความรู้สึกตอนที่กล้ามเนื้อมันทำงาน ตอนที่เหงื่อมันไหล ตอนที่หัวใจมันเต้นแรง

ฉันเคยลองทำก่อนลงแข่งไตรกีฬา จินตนาการว่าตัวเองกำลังว่ายน้ำฝ่าคลื่น ลมตีหน้า รสชาติน้ำเค็มๆ พอถึงวันแข่งจริง สมองมันคุ้นชินเหมือนเคยทำมาแล้ว (Dejavu) ความตื่นเต้นหายไปเกือบหมด เหลือแต่สมาธิที่นิ่งสงบ นี่แหละคือการแฮ็กระบบประสาทที่นักกีฬาระดับโลกเขาทำกัน

แต่ระวังนะ อย่าไปหลงทางกับพวกคำแนะนำตื้นๆ ที่บอกให้แค่ เชื่อมั่นในตัวเอง ความเชื่อมั่นมันต้องมาจากหลักฐาน (Evidence-Based Confidence) คือมาจากการซ้อมที่หนักพอและแผนการที่รัดกุม ถ้าซ้อมมาห่วยแตกแล้วบอกว่าฉันมั่นใจ นั่นเขาเรียกว่าบ้า ไม่ใช่มั่นใจ

บทสรุป เทคนิค ปรับความคิด

สรุปง่ายๆ ให้เอาไปทำตามได้เลย หนึ่ง จับผิดความคิดลบๆ ของตัวเองให้ทัน รู้ตัวปุ๊บ เบรกปั๊บ สอง ถามตัวเองว่า ความคิดนี้มีประโยชน์ไหม? ถ้าไม่ โยนทิ้งไป สาม หาหลักฐานความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละวัน เพื่อยืนยันว่าเราทำได้ สี่ อยู่กับปัจจุบัน เลิกกังวลเรื่องอนาคตที่ยังมาไม่ถึง และเลิกคร่ำครวญถึงอดีตที่แก้ไม่ได้

จะเป็นเหยื่อ หรือจะเป็นนายของชะตาชีวิต

ถามใจตัวเองดูสิ ว่าทุกวันนี้คุณยอมให้ความกลัว ความขี้เกียจ หรือคำพูดคนอื่นมาบงการชีวิตคุณอยู่หรือเปล่า การปรับความคิดคือการทวงคืนอำนาจในการควบคุมตัวเองกลับมา ถ้าใจคุณแกร่ง ร่างกายจะตอบสนองในแบบที่คุณคาดไม่ถึง

บทส่งท้าย ปลุกพลังโค้งสุดท้าย

พูดไปก็อินไป เพราะฉันเคยผ่านจุดที่เกลียดตัวเองและอยากเลิกเล่นกีฬามาแล้ว แต่พอเปลี่ยนวิธีคิด ชีวิตมันสนุกขึ้นเยอะเลย อยากให้ทุกคนลองเปิดใจและฝึกฝนจิตใจควบคู่ไปกับร่างกาย อย่าเป็นแค่นักกล้ามสมองกลวง แต่จงเป็นนักรบที่มีปัญญา ลุกขึ้นมาจัดการขยะในหัวซะ แล้วออกไปลุยให้โลกจำ

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง