



เทคนิค การซ้อมทิพย์ เคยสงสัยไหมว่าทำไมนักแข่งรถ F1 ถึงต้องนั่งหลับตาหมุนพวงมาลัยอากาศก่อนลงสนาม ถ้าคุณคิดว่าพวกเขากำลังสวดมนต์ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ล่ะก็ คุณกำลังเข้าใจผิดอย่างมหันต์ พวกเขากำลังซ้อมอยู่ต่างหาก และเป็นการซ้อมที่โหดหินพอๆ กับการลงไปวิ่งในสนามจริงเลยด้วยซ้ำ
เชื่อไหมว่าสมัยก่อนพวกเราถูกปลูกฝังมาแบบผิดฝาผิดตัวสุดๆ ย้อนกลับไปช่วงยุค 90s ปลายๆ หรือปี 2000 ต้นๆ ยุคนั้นเป็นยุคบ้าพลังของแท้ โค้ชสมัยนั้นโหดชิบเป๋ง ตะโกนกรอกหูทุกวันว่า ถ้าเสื้อไม่เปียก อย่าเรียกตัวเองว่านักกีฬา ใครมานั่งหลับตาทำสมาธิจะโดนมองว่าเป็นพวกอู้งาน หรือไม่ก็พวกอ่อนแอที่ใจไม่สู้
ฉันจำได้แม่นเลยว่าตัวเองเคยขาหักตอนปี 1999 ต้องใส่เฝือกนอนซมอยู่บ้านเป็นเดือน ตอนนั้นจิตตกมาก กลัวว่าจะกลับไปวิ่งไม่ได้เหมือนเดิม กลัวกล้ามเนื้อลีบ กลัวลืมท่าทาง แต่สิ่งที่ทำได้มีแค่นอนมองเพดานแล้ว จินตนาการว่าตัวเองกำลังวิ่งอยู่ในลู่ วิ่งให้เร็วที่สุด เร่งสปีดเข้าเส้นชัย ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ตอนนั้นทำไปเพื่อปลอบใจตัวเองล้วนๆ ไม่ได้รู้เรื่องหลักการอะไรหรอก แต่ใครจะไปคิดล่ะว่าไอ้การทำแบบนั้นแหละ คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ฉันกลับมาลงสนามได้ไวกว่าที่หมอคาดไว้เกือบครึ่ง น่าเจ็บใจชะมัดที่ตอนนั้นไม่มีใครบอกวิธีที่ถูกต้อง
ถ้าคุณเข้าใจการทำงานของสมอง คุณจะขนลุกเลยนะ เพราะสมองเรามันซื่อบื้อกว่าที่คิด เวลานึกภาพว่ากำลังยกเวทหนักๆ สมองส่วนสั่งการเคลื่อนไหว มันจะส่งสัญญาณไฟฟ้าจิ๊ดๆ ไปที่กล้ามเนื้อจริงๆ แม้ว่าแขนคุณจะไม่ได้ขยับเลยก็ตาม (25 กันยายน 2023) [1]
ปรากฏการณ์นี้แหละคือกุญแจสำคัญที่ทำให้คนที่มี Mindset ของแชมเปี้ยน ใช้สร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง เพราะพวกเขาซ้อมในหัวเป็นพันครั้งก่อนจะลงมือทำจริง ทำให้ความผิดพลาดแทบจะเป็นศูนย์
ขยับมาช่วงปี 2010 ถึง 2015 ยุคนี้กระแสกฎแรงดึงดูด (Law of Attraction) ดังระเบิดเถิดเทิง หนังสือ The Secret ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า คนเริ่มเข้าใจผิดว่าแค่คิดบวก แล้วจักรวาลจะจัดสรรเหรียญทองมาให้ บ้าบอที่สุด
ฉันเห็นน้องๆ หลายคนในยิม นั่งหลับตายิ้มหวาน จินตนาการว่าตัวเองหุ่นดี ผอมเพรียว แต่พอลืมตาก็เดินไปกินชานมไข่มุก แล้วก็มาบ่นว่าทำไม Visualization ไม่เห็นได้ผล ก็แหงล่ะสิคุณ การซ้อมทิพย์มันต้องมีความละเอียดระดับ HD ไม่ใช่แค่ภาพมัวๆ แต่มันต้องได้กลิ่นเหงื่อ ได้ยินเสียงเชียร์ รู้สึกถึงความเจ็บปวดของกล้ามเนื้อ ถ้าทำไม่ได้ระดับนั้น มันก็แค่การฝันกลางวันของคนขี้เกียจ

เทคนิคที่เวิร์กจริงๆ มันต้องทำอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่นึกจะทำก็ทำ ฉันค้นพบว่าช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือตอนก่อนนอนและตอนตื่นนอนใหม่ๆ เพราะคลื่นสมองเรากำลังอยู่ในโหมด Alpha ซึ่งเป็นช่วงที่จิตใต้สำนึกเปิดรับข้อมูลได้ดีที่สุด (4 มกราคม 2023) [2]
ถ้าคุณอยากจะเก่งแบบก้าวกระโดด คุณต้องเอาเรื่องนี้ไปใส่ไว้ใน ระบบกีฬา สู่ความเป็นเลิศ ของคุณเลย อย่ามองว่าเป็นแค่ของแถม แต่ให้มองว่าเป็น Main Workout เหมือนกับการเข้ายิม เพราะถ้าโครงสร้างความคิดคุณแน่น ร่างกายมันจะขยับตามไปเองโดยอัตโนมัติ
ช่วงปี 2018 ถึง 2020 เป็นยุคที่เทคโนโลยี VR (Virtual Reality) เข้ามามีบทบาทในการซ้อมกีฬา นักฟุตบอลเริ่มใส่แว่น VR ซ้อมรับลูกโทษ นักสกีซ้อมลงเขาผ่านหน้าจอ มันพิสูจน์ให้เห็นชัดเจนเลยว่า การหลอกสมองให้เชื่อว่ากำลังทำกิจกรรมนั้นอยู่ ช่วยพัฒนาทักษะ (Skill Acquisition) ได้จริง
ตอนนั้นฉันลองใช้แอปฯ ฝึกสมาธิที่เน้นเรื่อง Sport Visualization โดยเฉพาะ เชื่อไหมว่ามันช่วยเรื่องความนิ่งได้เยอะมาก โดยเฉพาะเวลาที่ต้องแข่งภายใต้ความกดดัน จากที่เคยตื่นเต้นจนมือสั่น พอเราซ้อมในหัวมาแล้วว่าถ้าเจอสถานการณ์แบบนี้จะแก้ยังไง พอเจอของจริงมันเลยรู้สึกเหมือน Dejavu (เดจาวู) เหมือนเราเคยผ่านเหตุการณ์นี้มาแล้ว ความกลัวเลยหายวับไปกับตา
มาถึงยุคปัจจุบัน 2022 ถึง 2024 งานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทดลองแบ่งนักกีฬาออกเป็นกลุ่มที่ซ้อมร่างกายอย่างเดียว กับกลุ่มที่ซ้อมร่างกายครึ่งนึงบวกกับซ้อมทิพย์อีกครึ่งนึง ผลออกมาน่าตกใจมากว่ากลุ่มหลังมีพัฒนาการที่ใกล้เคียงหรือดีกว่ากลุ่มแรกซะอีก
ศัพท์เทคนิคเขาเรียกว่า Ideomotor Effect หรือปรากฏการณ์ที่ความคิดส่งผลต่อการเคลื่อนไหว เอาตรงๆ นะ ช่วงที่ฉันเจ็บไหล่เรื้อรัง ยกแขนไม่ขึ้น ฉันใช้วิธีนี้แหละ จินตนาการว่าตัวเองกำลังทำท่า Shoulder Press ด้วยฟอร์มที่สวยที่สุด โฟกัสไปที่ความรู้สึกของกล้ามเนื้อหัวไหล่ที่บีบตัว (27 กุมภาพันธ์ 2025) [3]
เชื่อไหมว่าพอหายเจ็บ กลับไปยกจริง แรงแทบไม่ตกเลย แถมจัดระเบียบร่างกายได้ดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะในหัวเราซ้อมท่าที่ “สมบูรณ์แบบ” มาตลอด ไม่มีท่าที่ผิดเพี้ยนปนเลย มันเหมือนเราได้ล้างโปรแกรมเก่าที่ผิดๆ ออกไป แล้วลงวินโดวส์ใหม่ที่คลีนกว่าเดิม โคตรเจ๋ง บอกเลย
สรุปสูตรลับฉบับฉันให้เอาไปลองทำดู หนึ่ง หาที่เงียบๆ หลับตาลง แล้วเริ่มกำหนดลมหายใจให้ช้าลง สอง สร้างภาพในหัวให้ชัดที่สุด เห็นสีเสื้อ สีรองเท้า แสงไฟในสนาม สาม ใส่ความรู้สึกเข้าไป อากาศร้อนหรือหนาว พื้นแข็งหรือนุ่ม หัวใจเต้นแรงแค่ไหน สี่ ควบคุมภาพนั้น ถ้าเห็นตัวเองพลาด ให้กรอกลับแล้วเล่นใหม่ให้สำเร็จ อย่าปล่อยให้ภาพความล้มเหลวค้างอยู่ในหัว
ถามใจตัวเองดูสิ ว่าทุกวันนี้คุณปล่อยให้สถานการณ์พาไป หรือคุณเป็นคนกำหนดเกมตั้งแต่ในหัว การซ้อมทิพย์คือการเขียนบทหนังที่คุณเป็นพระเอก และตอนจบคุณเป็นผู้ชนะ ถ้าคุณเขียนบทนี้ซ้ำๆ ในหัว ร่างกายของคุณจะทำทุกวิถีทางเพื่อแสดงให้สมบทบาทที่คุณเขียนไว้
อยากให้ทุกคนลองเปิดใจดูจริงๆ มันอาจจะดูเหมือนเรื่องเพ้อเจ้อสำหรับคนที่ไม่เคยลอง แต่สำหรับคนที่สัมผัสผลลัพธ์มาแล้ว มันคือยาวิเศษที่ขาดไม่ได้ ลองสละเวลาวันละ 10 นาที มานั่งหลับตาแล้วสร้างความสำเร็จในหัวดูสิ แล้วคุณจะพบว่า ตัวคุณมีศักยภาพซ่อนอยู่มากกว่าที่คิดเยอะ ลุกขึ้นมาจูนสมอง แล้วออกไปคว้าชัยชนะซะ ลุย

