



เทคนิควิ่งมือใหม่ ที่ถูกต้อง ไม่ใช่เรื่องไกลตัวที่ต้องรอนักกีฬาทีมชาติมาสอน แต่มันคือใบเบิกทางสู่โลกใบใหม่ที่ไร้ความเจ็บปวด! เชื่อเลดี้เถอะว่าการวิ่งด้วยท่าที่ผิด มันเหนื่อยฟรีแถมเครื่องพังเร็ว ใครที่วิ่งแล้วเจ็บเข่า เจ็บหลัง อย่าเพิ่งโทษร่างกายตัวเอง แต่จงโทษ “ท่าวิ่ง” ที่คุณกำลังทำอยู่ มาปรับจูนร่างกายให้พร้อม แล้วคุณจะรู้ว่าการวิ่งที่แท้จริงมันฟินจนน้ำตาไหลขนาดไหน!
ก่อนจะไปดัดท่าวิ่ง ล้างสมองเรื่องการ “ก้าวขา” ออกไปก่อน การวิ่งไม่ใช่การเอื้อมขาไปข้างหน้าเพื่อดึงตัวไป แต่คือการ “ถีบ” ตัวเองให้ลอยขึ้นจากพื้นแล้วใช้แรงโน้มถ่วงช่วยดึงตัวไปข้างหน้า ร่างกายเราถูกออกแบบมาให้รับแรงกระแทกได้ดีเยี่ยม ผ่านระบบเอ็นร้อยหวาย และน่องที่ทำงานเหมือนสปริงธรรมชาติ ถ้าใช้ถูกวิธี คุณจะวิ่งได้เป็นชั่วโมงโดยไม่รู้สึกว่าข้อต่อกำลังจะระเบิด
ลองย้อนกลับไปมองยุค 1970s – The Jogging Boom สมัยนั้น Bill Bowerman ผู้ร่วมก่อตั้ง Nike ปลุกกระแสการวิ่งจ็อกกิ้งในอเมริกาด้วยรองเท้าพื้นหนาเตอะ ซึ่งมันดีมาก แต่มันทำให้เกิดพฤติกรรมใหม่ที่เรียกว่า การวิ่งลงส้นโดยไม่รู้ตัว เพราะส้นรองเท้ามันหนาจนเรารู้สึกนุ่มสบายเวลาส้นกระแทกพื้น หารู้ไม่ว่าแรงกระแทกนั้นมันวิ่งปรู๊ดขึ้นไปทำลายหัวเข่าและสะโพกเราเงียบๆ
ใครที่เพิ่งเริ่มแล้วยังจับจังหวะไม่ถูก ลองแวะไปอ่าน คู่มือ เริ่มวิ่งมือใหม่ เพื่อปรับ Mindset การเริ่มต้นให้ถูกต้องก่อน จะได้ไม่ท้อกลางทาง
ท่าวิ่งที่ดีเริ่มจากหัว ไม่ใช่เท้า
ผิดมหันต์! นี่คือหายนะของนักวิ่งหน้าใหม่ทุกคน การพยายามก้าวยาวๆเพื่อให้ถึงเส้นชัยเร็วขึ้น จะทำให้เท้าคุณวาง “หน้า” จุดศูนย์ถ่วงของร่างกาย ผลคือเหมือนคุณเหยียบเบรกทุกครั้งที่เท้าแตะพื้น! แรงกระแทกจะย้อนกลับเข้าหาตัวเต็มๆ แทนที่จะส่งตัวไปข้างหน้า (5 มกราคม 2025) [1]
การก้าวเท้าไปด้านหน้าจุดศูนย์ถ่วงจะเพิ่มระยะเวลาที่เท้าสัมผัสพื้น และเพิ่มแรงกระแทกในแนวดิ่งอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอาการเจ็บหน้าแข้ง และเจ็บเข่า นักวิ่งที่เร็วและมีประสิทธิภาพจะเน้นการก้าวสั้น ๆ และใช้รอบขาที่สูง โดยให้เท้าลงใกล้หรือใต้สะโพกมากที่สุด เพื่อให้แรงส่งตัวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง แทนที่จะเสียพลังงานไปกับการเบรกตัวเองในแต่ละก้าว
ความลับที่นักวิ่งอีลีทไม่อยากบอกคือ “ความถี่” สำคัญกว่าความยาวก้าว ลองนึกภาพหนูแฮมสเตอร์วิ่งบนวงล้อสิ ขามันสับเร็วมากแต่นุ่มนวล นั่นแหละคือสิ่งที่เราต้องการ! (22 กรกฎาคม 2025) [2]
เหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนวงการวิ่ง ปี 2009 – Born to Run หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ออกมาแฉว่ารองเท้าวิ่งสมัยใหม่ทำให้เราวิ่งผิดธรรมชาติ และยกย่องชนเผ่า Tarahumara ที่วิ่งเท้าเปล่าได้เป็นร้อยไมล์โดยไม่เจ็บ เพราะพวกเขาวิ่งลงกลางเท้าและใช้รอบขาที่จัดจ้าน มันทำให้เทรนด์ Minimalist Running และการโฟกัสที่รอบขา 180 ก้าวต่อนาที กลายเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่นักวิ่งทั่วโลกต้องฝึกตาม
เว็บไซต์ระดับโลกอย่าง Runner’s World มีบทความวิเคราะห์เรื่อง แบบฝึกท่าวิ่งที่ละเอียดมาก ใครอยากท่าสวยเหมือนแชมป์โอลิมปิก ต้องลองเข้าไปศึกษาดู

เทคนิคเวลาวิ่งบนลู่นั้นง่ายแสนง่าย เพราะสายพานมันเลื่อนพาขาเราไป แต่พอลงถนนจริง “หนังคนละม้วน!” ถนนไม่ช่วยเรานะจ๊ะ เราต้องใช้กล้ามเนื้อก้น และต้นขาหลังในการถีบส่งตัวเองอย่างแท้จริง ใครที่ซ้อมแต่บนลู่ พอมาลงงานวิ่งจริงระวังตะคริวกินน่อง เพราะกล้ามเนื้อไม่ชินกับแรงเสียดทานของพื้นถนน
ปี 2017 Nike เปิดตัวรองเท้า Vaporfly 4% ที่มีแผ่นคาร์บอนฝังอยู่ มันเปลี่ยนกลศาสตร์การวิ่งไปตลอดกาล! จากเดิมที่เราต้องใช้กล้ามเนื้อน่องดีดตัว รองเท้านี้ทำหน้าที่เหมือนสปริงช่วยดีดให้ ทำให้ท่าวิ่งของหลายคนเปลี่ยนไป เป็นการวิ่งแบบ “กลิ้ง” ไปข้างหน้ามากขึ้น แต่มือใหม่อย่าเพิ่งรีบซื้อมาใส่นะ ถ้าข้อเท้าไม่แข็งแรง มีสิทธิ์ข้อเท้าพลิกได้ง่ายๆ เลย
แผ่นคาร์บอนไฟเบอร์ที่ฝังอยู่ในพื้นรองเท้า ทำงานเหมือนคานงัดที่ช่วยลดการใช้พลังงานของข้อเท้า และน่องในช่วงท้ายของการก้าว ทำให้กล้ามเนื้อล้าช้าลง และส่งผลให้เกิดการประหยัดพลังงานในการวิ่งดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แม้ว่ามันจะเป็นเทคโนโลยีที่น่าทึ่ง แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ยังคงแนะนำ ให้นักวิ่งมือใหม่สร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และปรับปรุงฟอร์มการวิ่งให้ถูกต้อง ก่อนที่จะพึ่งพาเทคโนโลยีราคาแพงเหล่านี้
รู้ไหมว่าทุกครั้งที่เท้าแตะพื้น ร่างกายต้องรับแรงกระแทกประมาณ 2.5 – 3 เท่าของน้ำหนักตัว? ถ้าคุณหนัก 70 โล ก็รับแรงไปเหนาะๆ 200 โลต่อก้าว! ปัจจุบัน เทรนด์รองเท้า Max Cushioning (พื้นหนานุ่ม) เลยกลับมาฮิตระเบิดเพื่อช่วยซับแรงกระแทกสำหรับนักวิ่งหน้าใหม่ที่กล้ามเนื้อยังไม่แกร่งพอ แต่จำไว้นะ รองเท้าช่วยได้แค่ครึ่งเดียว อีกครึ่งอยู่ที่เทคนิคของคุณ! (14 กันยายน 2024) [3]
ในฐานะที่เลดี้ลองมาหมดแล้วทั้งรองเท้าแตะยันรองเท้าคาร์บอน บอกเลยว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือ การรับรู้ตำแหน่งข้อต่อและการทรงตัว คุณต้องฝึกให้ร่างกายรู้ว่าจะวางเท้าตรงไหนถึงจะสมดุลที่สุด ลองถอดรองเท้าเดินบนหญ้าบ่อยๆ เพื่อปลุกประสาทสัมผัสที่ฝ่าเท้าให้ตื่นตัว แล้วท่าวิ่งคุณจะดีขึ้นเองโดยอัตโนมัติ
รองเท้าวิ่งเป็นเพียงเครื่องมืที่ เหมาะสมกับวัตถุประสงค์เท่านั้น มันไม่สามารถแก้ไขปัญหา ที่เกิดจากความอ่อนแอของกล้ามเนื้อก้น หรือแกนกลางลำตัวของคุณได้ การฝึกความแข็งแรงเฉพาะส่วน เพื่อเสริมสร้างสะโพก และแกนกลางลำตัวจึงเป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้การซื้อรองเท้าใหม่ เพราะกล้ามเนื้อเหล่านี้ คือตัวควบคุมการลงเท้า และการทรงตัวให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นเกราะป้องกันข้อต่อที่ดีที่สุด
สรุปง่ายๆ คือ “เบา ถี่ และ ผ่อนคลาย”
ออกไปวิ่งเดี๋ยวนี้! ไม่ต้องรอให้ท่าเป๊ะ 100% หรอก ไม่มีใครวิ่งสวยตั้งแต่วันแรกหรอกค่ะ แค่จำหลักการไว้ แล้วค่อยๆ ปรับทีละนิด ฟังเสียงร่างกายตัวเอง ถ้าวิ่งแล้วไม่เจ็บ แปลว่าคุณมาถูกทางแล้ว ลองเข้าไปดูการเตรียมตัวสำหรับงานวิ่ง เผื่อมีเป้าหมายจะไปลงรายการแรก จะได้มีไฟในการซ้อมมากขึ้น
การวิ่งคือการสนทนาระหว่างร่างกายกับจิตวิญญาณ ในวันที่คุณเหนื่อยจนอยากหยุด ขาของคุณจะถามใจว่า “เอาไงต่อ?” ถ้าคุณตอบว่า “ไปต่อ” นั่นแหละคือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่กว่าเหรียญรางวัลใดๆ ก้าวออกไปสัมผัสอิสรภาพนั้นซะ ถนนสายนี้รอคุณอยู่!

