



เจาะลึกการลงทุน JDM นาทีนี้ไม่ใช่เรื่องของเด็กซิ่งข้างถนนอีกแล้วครับ จำได้ไหมสมัยก่อนเรามอง Supra หรือ RX-7 เป็นแค่รถแต่งซิ่งราคาล้านต้นๆ แต่วันนี้เหรอครับ เดินถือเงินสิบล้านเข้าไปยังหาของสวยๆ แทบไม่ได้ พวกเขาไม่ได้ซื้อรถครับ พวกเขาซื้อความทรงจำวัยเด็กกลับคืนมา และนั่นทำให้ดีมานด์พุ่งทะลุเพดานชนิดที่กราฟหุ้นยังต้องอาย
เรื่องนี้ต้องเล่าย้อนไปถึงรากเหง้าของราคาที่พุ่งขึ้นมา ลองดู Timeline ช่วงปี 2014 เป็นต้นมาครับ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ Nissan Skyline GT-R R32 ครบกำหนดกฎ 25 ปีของอเมริกา หรือ 25-Year Import Rule กฎหมายนี้อนุญาตให้รถที่ผลิตเกิน 25 ปีสามารถนำเข้าสหรัฐฯ ได้อย่างถูกกฎหมาย พอประตูบานนี้เปิดออก เศรษฐีอเมริกันที่อัดอั้นมานานก็กวาดซื้อรถจากญี่ปุ่นและทั่วโลกเข้าประเทศจนเกลี้ยงตลาด ส่งผลให้ราคา R32 ดีดตัวขึ้นทันที
ปรากฏการณ์นี้ก็วนลูปซ้ำกับ R33 ในปี 2020 และพีคที่สุดคือ R34 ที่เริ่มทยอยเข้าเกณฑ์ในปี 2024 นี้เอง นี่คือเหตุผลที่ผมย้ำเสมอว่า การอ่านกฎหมายสำคัญพอๆ กับการดูสเปครถ
ไม่ใช่รถญี่ปุ่นทุกคันจะเป็นของสะสม คุณต้องแยกให้ออกระหว่าง รถใช้งาน กับ รถตำนาน รถที่จะทำกำไรได้ต้องมี Story ระดับโลก อย่างเช่นรถที่มีประวัติแข่งใน Group A หรือรถที่ปรากฏในสื่อ Pop Culture ระดับตำนาน
ที่สำคัญต้องเป็นรถ สเปคเดิมโรงงาน ให้มากที่สุด ในวงการเราเรียกกันว่า Bone Stock พวกนี้หายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร เพราะส่วนใหญ่โดนจับไปแต่งซิ่งกันหมดแล้ว ใครมีรถเดิมๆ เก็บไว้ บอกเลยว่าคุณนั่งทับถุงเงินอยู่ครับ
ถ้าถามผมว่าตัวไหนน่าเล่นบ้างใน ผมจัดกลุ่มนี้ไว้ในหมวด High Growth ตัวแรกหนีไม่พ้น Nissan Skyline GT-R โดยเฉพาะรหัส R34 V-Spec II Nur ที่ผลิตจำกัด ตัวที่สองคือ Toyota Supra A80 เครื่อง 2JZ-GTE เกียร์ธรรมดา 6 สปีด ย้ำว่าต้องเกียร์ธรรมดานะครับ ราคาต่างกับออโต้ฟ้ากับเหว
ตัวสุดท้ายคือ Honda NSX รุ่นแรก รถที่ Ayrton Senna มีส่วนร่วมในการพัฒนา ทั้งสามตัวนี้คือ Holy Trinity ของวงการที่ราคามีแต่จะวิ่งขึ้น
ผมมักจะเข้าไปเช็กราคาประมูลในเว็บนี้เป็นประจำ เพื่อดูเทรนด์ราคา Real-time ในฝั่งอเมริกา มันช่วยให้เราเห็นภาพว่าเศรษฐีฝั่งนู้นเขายอมจ่ายเท่าไหร่เพื่อแลกกับรถในฝัน และราคานั้นมักจะเป็น Benchmark ของตลาดโลกเสมอ
มาดูสถิติจริงกันหน่อย ช่วงปี 2018 ถึง 2022 ราคาของ Nissan Skyline GT-R R34 ในสภาพเกรด 4.5 หรือสภาพสะสม พุ่งขึ้นจากราวๆ 5 ล้านบาท ไปแตะหลัก 15-20 ล้านบาท หรือบางคันทะลุ 30 ล้านบาทสำหรับรุ่นพิเศษอย่าง Z-Tune
ในเวลาเพียงแค่ 4 ปี ผลตอบแทนระดับ 300-400% แบบนี้ หาไม่ได้ง่ายๆ ในสินทรัพย์ประเภทอื่น นี่คือเครื่องยืนยันว่าเมื่อ Supply มีจำกัดแต่ Demand มาจากทั่วโลก พลังของมันรุนแรงแค่ไหน

คำถามนี้สำคัญมาก เพราะตลาด JDM ในไทยมีกับดักหลุมใหญ่ที่เรียกว่า รถจดประกอบ ดูผิวเผินรถแท้กับรถจดประกอบหน้าตาเหมือนกันเป๊ะ แต่ราคาและอนาคตต่างกันคนละเรื่อง รถจดประกอบคือการนำชิ้นส่วนเข้ามาประกอบในไทยเพื่อเลี่ยงภาษีสมัยก่อน ซึ่งมีความเสี่ยงเรื่องกฎหมายย้อนหลัง ส่วน รถแท้ หรือ รถนำเข้าแบบ 32 (ตามแบบ 32 กรมศุลกากร) คือรถที่เสียภาษีถูกต้อง
เวลาไปดูรถ ขอดูเล่มทะเบียนหน้า 18 ก่อนเลย ถ้ามีบันทึกว่า โอนกรรมสิทธิ์จาก กรมศุลกากร หรือ นำเข้าโดย บริษัท นั่นคือสัญญาณที่ดี (8 กันยายน 2025) [1]
แต่ถ้าเขียนว่า ดัดแปลงสภาพ หรือ ประกอบจากชิ้นส่วน อันนี้ต้องระวังให้หนัก เช็กเลขตัวถังกับเพลทในห้องเครื่องว่าตรงกันไหม และดูรอยอาร์คตามจุดต่างๆ รถแท้รอยอาร์คจะคมชัดจากโรงงาน รถจดประกอบมักจะมีรอยเชื่อมใหม่ที่ไม่เนียนตา การเลือกรถที่มีประวัติใสสะอาดคือหัวใจสำคัญของการลงทุนในระยะยาว
ถ้าเปรียบเทียบกับฝั่งยุโรปอย่างที่ผมเคยเขียนไว้ใน เจาะลึกการลงทุน Porsche ต้องบอกว่าคนเล่น JDM มีความคลั่งไคล้ที่รุนแรงกว่า Porsche อาจจะเป็นเรื่องของวิศวกรรม และความสมบูรณ์แบบ แต่มันคือเรื่องของวัฒนธรรมและจิตวิญญาณลูกผู้ชายที่ดิบกว่า
เครื่องยนต์ RB26 หรือ 2JZ ในยุค 90s คือจุดสูงสุดของวิศวกรรมเครื่องยนต์สันดาปที่ญี่ปุ่นเคยสร้างมา ทนทาน รองรับแรงม้าได้มหาศาล และเสียงหวานแบบที่รถยุโรปสมัยใหม่ทำไม่ได้ แต่ถ้ามองในมุมความเสี่ยง JDM จะมีความผันผวนสูงกว่า และสภาพคล่องอาจจะเป็นรอง Ferrari ในบางรุ่น
ลองไปเทียบดูในบทความ เจาะลึกการลงทุน Ferrari ได้ครับ จะเห็นภาพชัดเจนว่าทำไมเศรษฐีบางคนถึงเลือกกระจายความเสี่ยงถือทั้งสองฝั่ง
ช่วงปี 2025 เป็นต้นไป ยิ่งโลกผลักดัน EV มากเท่าไหร่ รถยุค 90s จะยิ่งทวีค่ามากขึ้นเท่านั้น เพราะมันคือตัวแทนของยุค Analog ยุคที่คนขับยังเป็นนายของรถ ไม่ใช่คอมพิวเตอร์ ยิ่งหาไม่ได้ ยิ่งแพง และอะไหล่หลายชิ้นที่เคยหายาก
ตอนนี้แบรนด์อย่าง Nissan หรือ Toyota เริ่มกลับมาผลิตอะไหล่ (Heritage Parts) ให้แล้ว ซึ่งเป็นสัญญาณบวกมากๆ ว่าผู้ผลิตเองก็เห็นคุณค่าของรถกลุ่มนี้ (10 มกราคม 2025) [2]
อย่าลืมนะครับ รถพวกนี้อายุ 30 ปีแล้ว ศัตรูตัวฉกาจของรถญี่ปุ่นยุคนั้นคือ สนิม โดยเฉพาะตรงซุ้มล้อหลังและใต้ท้องรถ ก่อนจ่ายเงินจ้างช่างผู้เชี่ยวชาญยกฮอยต์ดูให้ละเอียด ถ้าเจอสนิมกินในจุดโครงสร้างสำคัญ ให้หนีทันที เพราะค่าซ่อมบานปลายและรถเสียเสียทรงไปแล้ว (5 มีนาคม 2025) [3]
เทรนด์ใหม่ที่กำลังมาคือ Restomod หรือการนำรถเก่ามาบูรณะและใส่เทคโนโลยีใหม่เข้าไป สำนักแต่งดังๆ อย่าง Garage Active ในญี่ปุ่นเริ่มทำ R32 ตัวถังคาร์บอนทั้งคันออกมาขายในราคาระดับ Hypercar นี่คืออนาคตที่บอกว่า JDM จะถูกยกระดับไปเป็นงานศิลปะ High-end มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่รถซิ่งข้างถนนอีกต่อไป
เจาะลึกการลงทุน JDM สุดท้ายแล้วหัวใจสำคัญคือ ความรู้ และ ความเร็ว ตลาดนี้ของดีไปไวมาก และราคาก็วิ่งไวเช่นกัน การได้ครอบครองตำนานเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่มันคือการถือครองชิ้นส่วนประวัติศาสตร์ยานยนต์ที่ไม่มีวันหวนกลับมาสร้างใหม่ได้อีกแล้ว
ตอบสั้นๆ เลยครับ พวกที่เอาโมเดลรุ่นล่างๆ มาแปลงเป็นตัวท็อป เช่นเอา Skyline GTS มาแปลงเป็น GT-R หรือเอา Supra ไม่มีเทอร์โบมาวางเครื่องใหม่ รถพวกนี้ขับสนุกได้ แต่ในมุมการลงทุน ราคามันจะไปต่อยาก เพราะนักสะสมตัวจริงเขาโหยหาความ Original แท้จากโรงงานครับ
เจาะลึกการลงทุน JDM เป็นเพียงส่วนหนึ่งของจักรวาลการลงทุนรถหรูครับ ถ้าคุณอยากเห็นภาพรวมทั้งหมด ลองกลับไปทบทวนกลยุทธ์ใน คู่มือลงทุนรถหรู 2025 อีกครั้ง แล้วคุณจะจัดพอร์ตได้คมขึ้น ฝากไว้ข้อเดียวครับสำหรับวงการนี้ รถที่แพงที่สุด คือรถที่คุณไม่ได้ซื้อตอนที่ยังมีโอกาส ขอให้เจอเนื้อคู่ครับ

