



หลายคนคงเคยสงสัยและถกเถียงกันว่าตกลงแล้ว เงาะช่วยระบาย หรือทำให้ท้องผูก กันแน่ เพราะบางคนกินแล้ววิ่งเข้าห้องน้ำแทบไม่ทัน แต่บางคนกลับรู้สึกอึดอัดท้อง วันนี้เราจะมาไขความลับทางโภชนาการนี้ให้กระจ่างพร้อมวิธีกินให้สุขภาพดี
เงาะเป็นผลไม้ไทย ที่มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีประวัติยาวนานในไทย โดยเริ่มปลูกครั้งแรกที่อำเภอบ้านนาสาร เมื่อปี 2469 จนกลายเป็น เงาะโรงเรียน พันธุ์ยอดนิยม ที่เลื่องชื่อ นอกจากรสชาติหวานฉ่ำแล้ว เงาะยังมีโครงสร้างทางเคมีที่ซับซ้อน ซึ่งส่งผลดีต่อร่างกาย
เนื้อเงาะประกอบด้วยเนื้อเยื่อพืช ที่ทำหน้าที่คล้ายฟองน้ำในลำไส้ ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่ายและดูแลทางเดินอาหารให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การรับประทานเงาะในปริมาณที่เหมาะสม จึงไม่ใช่แค่การดับกระหาย แต่เป็นธรรมชาติมาช่วยดูแลสุขภาพและปรับสมดุลภายในร่างกายให้ดียิ่งขึ้น
ที่มา: เปิดที่มา เงาะโรงเรียน มาจากโรงเรียนไหน (25 มิถุนายน 2025) [1]
ที่มา: Rambutan nutrition (สืบค้นเมื่อ 10 มกราคม 2026) [2]
แทนนินในเงาะ พบมากในเปลือก เมล็ดและเนื้อที่ไม่สุก มีสรรพคุณทางยาช่วยแก้ท้องเสีย แต่หากได้รับมากจนเกินไปจากการกินเนื้อที่ติดเปลือกหุ้มเมล็ด จะส่งผลให้ลำไส้ดูดซึมน้ำกลับมากเกินจนเกิดอาการท้องผูก ซึ่งสารนี้ถูกพัฒนาขึ้นตามธรรมชาติ เพื่อป้องกันแมลงมานานนับศตวรรษ และก่อนที่เงาะจะแพร่หลายไปทั่วโลกผ่านการค้าขายของชาวอาหรับในช่วงศตวรรษที่ 13-15
1. เงาะดิบ (เปลือกสีเขียว หรือแดงอมเขียว)
2. เงาะสุกจัด (เปลือกสีแดงเข้มหรือดำ)
คำแนะนำในการเลือกทาน

การกินเงาะส่งผลต่อระบบขับถ่าย เนื่องจากมีใยอาหารสูงที่ช่วยกระตุ้นการเคลื่อนตัวของลำไส้ และแก้อาการท้องผูกได้ดี แต่ขณะเดียวกันเม็ดเงาะ หรือเนื้อส่วนที่ติดเปลือกหุ้มเมล็ดนั้นมีสารแทนนินสูง ซึ่งหากกินเข้าไปมากเกินไป จะทำให้เกิดอาการท้องอืดหรือท้องผูกแทนได้
นอกจากนี้ น้ำตาลฟรุกโตสปริมาณมากในเงาะ อาจทำให้เกิดการหมักหมมของแก๊สในทางเดินอาหารสำหรับผู้ที่มีระบบย่อยแพ้ง่าย การเลือกทานเฉพาะเนื้อในปริมาณที่พอเหมาะ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างสมดุล และลดความเสี่ยงลำไส้อุดตันจากกากใยที่ย่อยยาก
ที่มา: ประโยชน์และโทษของเงาะ (10 เมษายน 2025) [3]
1. กลไกการทำงานของไฟเบอร์ในเงาะ
ไฟเบอร์ในเนื้อเงาะทำหน้าที่เป็นไม้กวาดช่วยทำความสะอาดผนังลำไส้ โดยจะไม่ถูกย่อยในกระเพาะแต่จะเดินทางไปสู่ลำไส้ใหญ่เพื่อเป็นพรีไบโอติกส์ให้จุลินทรีย์ กระบวนการหมักนี้จะสร้างกรดไขมันสายสั้นที่ช่วยปรับสมดุลและกระตุ้นการบีบตัวของกล้ามเนื้อลำไส้ ส่งผลให้เกิดแรงผลักดันอุจจาระตามธรรมชาติและช่วยเรื่องระบบขับถ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. ข้อควรระวังและการบริโภคที่ถูกต้อง
แม้เงาะจะมีกากใยสูงแต่ข้อมูลจาก USDA ระบุว่าหากร่างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอ ไฟเบอร์เหล่านี้อาจจับตัวเป็นก้อนแข็ง จนส่งผลเสียต่อการระบายแทนที่จะนุ่มนวล ดังนั้นกฎสำคัญของการกินเงาะ เพื่อช่วยให้ระบายคือต้องดื่มน้ำตามให้เพียงพอเสมอ เพื่อให้ไฟเบอร์สามารถพองตัวได้อย่างเต็มที่และช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างสมบูรณ์
ความหวานของเงาะคือกับดักที่หอมหวาน น้ำตาลฟรุกโตสที่มีอยู่สูงในเงาะสุก หากกินในปริมาณที่พอเหมาะจะช่วยกระตุ้นการขับถ่าย แต่หากกินมากเกินไป ร่างกายอาจดูดซึมไม่ทันจนตกค้างไปถึงลำไส้ใหญ่ และถูกแบคทีเรียย่อยจนเกิดแก๊สจำนวนมาก
อาการท้องอืดจากแก๊สนี้ จะไปเพิ่มแรงดันในช่องท้อง ทำให้เรารู้สึกแน่น อึดอัด และในบางรายอาจส่งผลให้การเคลื่อนตัวของลำไส้ผิดปกติจนเกิดอาการคล้ายท้องผูกชั่วคราว หรือที่เรียกว่าภาวะแปรปรวนจากการหมักหมมของน้ำตาล ซึ่งพบได้บ่อยในคนเอเชีย
นอกจากนี้ การได้รับน้ำตาลมากเกินไปอย่างรวดเร็ว ยังส่งผลต่อระดับอินซูลินและการดึงน้ำออกจากเซลล์ หากคุณกินเงาะทีละ 1-2 กิโลกรัม ร่างกายอาจเกิดภาวะขาดน้ำระดับเซลล์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องทำให้ลำไส้แห้ง และนำไปสู่อาการท้องผูกได้ในที่สุด วงจรนี้คือสิ่งที่ต้องระวัง
การกินเปลือกหุ้มเมล็ดเงาะที่ติดมากับเนื้อเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เนื่องจากมีความแข็ง เหนียว และย่อยยากมาก หากสะสมในร่างกาย อาจจับตัวเป็นก้อนแข็งที่เรียกว่า Bezoar อุดตันในกระเพาะอาหารหรือลำไส้ได้ นอกจากนี้ความคมของเศษเปลือกยังระคายเคืองผนังลำไส้ จนทำให้เกิดการอักเสบและหยุดบีบตัวตามปกติ
สภาวะดังกล่าวเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการท้องผูกเฉียบพลัน และในกรณีที่รุนแรงอาจต้องผ่าตัดออก วิธีป้องกันที่ดีที่สุด คือการเลือกทานเงาะสายพันธุ์เนื้อล่อน เช่น เงาะโรงเรียน หรือใช้มีดคว้านเอาแต่เนื้อ เพื่อลดความเสี่ยงจากการเผลอกินเปลือกเมล็ดเข้าไป ซึ่งจะช่วยให้การทานเงาะปลอดภัยและอร่อยมากยิ่งขึ้น
บทสรุปของเรื่องนี้คือ เงาะเป็นได้ทั้งมิตรและศัตรู ขึ้นอยู่กับปริมาณและส่วนที่กิน หากคุณกินเนื้อเงาะสุกในปริมาณพอดี มันคือยาระบายชั้นยอดที่อุดมด้วยน้ำและไฟเบอร์ แต่หากกินเม็ด และกินเปลือกหุ้มเมล็ด หรือกินมากเกินไปจนน้ำตาลล้น มันจะกลายเป็นสาเหตุของอาการท้องผูกและท้องอืด ดังนั้นคำตอบของ เงาะช่วยระบาย หรือทำให้ท้องผูก จึงอยู่ที่พฤติกรรมการกินของคุณเอง
คำถามที่หลายคนอยากรู้คือ จุดพอดีอยู่ตรงไหน? นักโภชนาการแนะนำว่าปริมาณที่เหมาะสมต่อวันคือประมาณ 5-6 ผล (หรือ 1 ส่วนผลไม้) ปริมาณนี้จะทำให้ร่างกายได้รับวิตามินซี และไฟเบอร์ที่เพียงพอโดยไม่ได้รับน้ำตาลและแคลอรีเกินความจำเป็น การกินในระดับนี้จะช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานคล่องตัวที่สุด โดยไม่เสี่ยงต่ออาการท้องอืด
สุดท้ายนี้ การกินเงาะให้มีความสุขและสุขภาพดีนั้น ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่เลือกเงาะที่สดใหม่ เนื้อล่อน หลีกเลี่ยงการแทะเมล็ด และที่สำคัญคือ เดินทางสายกลางอย่ากินจนลืมตัว หากทำได้ตามนี้ เงาะจะเป็นผลไม้โปรดที่ช่วยดูแลลำไส้ของคุณให้แข็งแรงขับถ่ายสบาย และห่างไกลจากคำว่าท้องผูกอย่างแน่นอน

