อนาคตราคา V12 ในปี 2025 นี้ ราคาจะพุ่งไปถึงจุดไหน

อนาคตราคา V12

อนาคตราคา V12 คือสิ่งที่นักสะสมระดับบนเฝ้าจับตามองด้วยใจระทึกยิ่งกว่าลุ้นหวยรางวัลที่หนึ่ง อารมณ์ดิบเถื่อนและจิตวิญญาณของเครื่องจักรกลที่กำลังจะสูญพันธุ์นี่แหละ คือตัวแปรสำคัญที่ทำให้กราฟราคาของมันกำลังจะกลายเป็นเส้นแนวตั้ง

  • ความแพงที่ไม่ได้วัดกันที่แรงม้า
  • ตัวเลขจริงที่พิสูจน์ข้อเท็จจริง
  • ยังคงน่าลงทุนอยู่ไหม

อนาคต จะไปทางไหนในวันที่โลกเปลี่ยนไป

มันไม่ใช่เรื่องของกราฟเทคนิคหรือดัชนีตลาดหลักทรัพย์ แต่มันคือเรื่องของ ความขาดแคลน ที่ถูกกำหนดโดยกาลเวลา ลองจินตนาการดูว่าถ้าวันพรุ่งนี้รัฐบาลทั่วโลกประกาศห้ามผลิตนาฬิกา Patek Philippe เพิ่มแม้แต่เรือนเดียว ราคาของที่มีอยู่ในตลาดจะเป็นอย่างไร เครื่องยนต์ V12 ก็กำลังตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันเป๊ะ

กฎหมายมลพิษที่เข้มงวดจนแทบจะหายใจไม่ออก บีบให้ค่ายรถยักษ์ใหญ่ต้องจำใจบอกลารากเหง้าของตัวเอง สิ่งนี้แหละที่ทำให้นักลงทุนกระเป๋าหนักเริ่มกว้านซื้อเก็บ เพราะเขารู้ดีว่า อีกไม่กี่ปีข้างหน้า มันจะไม่ได้เป็นแค่รถ แต่มันจะเป็นวัตถุโบราณที่วิ่งได้

จากสัญลักษณ์แห่งอำนาจสู่สัตว์ป่าสงวนที่ใกล้สูญพันธุ์

เรื่องนี้มีที่มาที่ไป ไม่ใช่จู่ๆ ก็แพงขึ้นมาเอง ย้อนกลับไปสมัยป๋าเริ่มเล่นรถใหม่ๆ เครื่อง V12 คือที่สุดของห่วงโซ่อาหาร ใครขับ Ferrari V12 หรือ Lamborghini V12 คือราชาบนท้องถนน แต่พอกาลเวลาเปลี่ยน เทคโนโลยี Turbo และ Hybrid เข้ามาแทนที่ ความขลังของเครื่อง N/A (Naturally Aspirated) หรือหายใจธรรมดาก็เริ่มกลายเป็นตำนาน

  • ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง
  • ปี 1990 ถึง 2000 ยุคทองของความสิ้นเปลือง น้ำมันราคาถูก กฎหมายมลพิษยังหลวม เครื่อง V12 เฟื่องฟูที่สุด ค่ายรถแข่งกันทำเครื่องใหญ่ๆ โดยไม่สนอัตราสิ้นเปลือง
  • ปี 2010 ถึง 2015 จุดเริ่มต้นของจุดจบ การมาของเทคโนโลยี Downsizing เอาเครื่อง V8 มาติดเทอร์โบ แรงกว่า ประหยัดกว่า ทำให้มันเริ่มลดบทบาทลง เหลือแค่ในรุ่นเรือธงเท่านั้น
  • ปี 2020 เป็นต้นมา ยุคไฟฟ้าครองเมือง ค่ายรถประกาศแผนเลิกผลิตเครื่องสันดาป มุ่งสู่ EV เต็มตัว ทำให้รุ่นสุดท้ายกลายเป็น The Last Samurai ที่ใครๆ ก็อยากได้ไว้ครอบครอง

ประเด็นมันอยู่ตรงนี้ครับ ใน คู่มือลงทุนรถหรู 2025 ป๋าเคยเขียนเตือนไว้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงของโลกยานยนต์ครั้งนี้ มันรุนแรงและรวดเร็วกว่าครั้งไหนๆ ถ้าคุณตามไม่ทัน คุณจะพลาดโอกาสในการถือครองสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดชิ้นหนึ่งในประวัติศาสตร์ยานยนต์ไปตลอดกาล

ความแพงที่ไม่ได้วัดกันที่แรงม้า

หลายคนเข้าใจผิดคิดว่ารถแรงต้องแพงเสมอไป ผิดถนัด รถ EV สมัยนี้ราคาไม่กี่ล้านก็ทำอัตราเร่ง 0 ถึง 100 ได้เร็วกว่า Ferrari รุ่นเก่าๆ แล้ว แต่ทำไมคนถึงยอมจ่าย 30 หรือ 40 ล้านเพื่อซื้อรถที่ช้ากว่า คำตอบคือ สุนทรียภาพทางวิศวกรรม

เครื่องรหัสนี้มีชิ้นส่วนเคลื่อนไหวเป็นพันชิ้น ทำงานสอดประสานกันอย่างแม่นยำเพื่อระเบิดพลังงานออกมา มันคืองานศิลปะที่จับต้องได้ ไม่ต่างอะไรกับกลไกของนาฬิกา Tourbillon ที่ซับซ้อนและงดงาม (2 ตุลาคม 2024) [1]

เจาะลึกเหตุผลที่ราคาไม่มีวันลง

ปัจจัยหลักที่ค้ำคอราคา V12 ไว้มีอยู่ 2 อย่าง หนึ่งคือกฎหมาย Euro 7 ที่จะบังคับใช้ในยุโรป มันเข้มงวดเรื่องไอเสียมากจนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่มันจะผ่านเกณฑ์นี้โดยไม่ต้องพึ่งมอเตอร์ไฟฟ้ามาช่วย พอต้องมีแบตเตอรี่ มีมอเตอร์ ความดิบเดิมๆ ก็หายไป

สองคือต้นทุนการผลิตที่สูงลิ่ว การหล่อเสื้อสูบ 12 สูบ และการประกอบด้วยมือ มันใช้เวลานานและใช้งบเยอะ ค่ายรถจึงเลือกที่จะตัดทิ้งดีกว่าไปต่อ

แหล่งข้อมูลระดับโลกที่อ้างอิงได้

ถ้าอยากเห็นตัวเลขยืนยัน ลองไปดูบทวิเคราะห์จาก Hagerty ซึ่งเป็นบริษัทประกันภัยรถคลาสสิกระดับโลก เขาเก็บข้อมูลมาแล้วว่า ดัชนีราคารถเครื่อง V12 กราฟมันพุ่งสวนทางกับตลาดรถยนต์ทั่วไปอย่างชัดเจน

ตัวเลขจริงที่พิสูจน์ข้อเท็จจริง

มาดูสถิติที่ป๋าจดไว้กันบ้าง จะได้เห็นภาพชัดเจน กราฟราคาที่วิ่งสวนทาง

  • ปี 2015 Ferrari F12 Berlinetta ราคามือสองร่วงลงมาแตะจุดต่ำสุดที่ประมาณ 18 ถึง 20 ล้านบาท เพราะคนเห่อรถเทอร์โบ
  • ปี 2020 ข่าวลือเรื่องการเลิกผลิตหนาหูขึ้น ราคาเริ่มดีดกลับขึ้นมาแตะ 22 ถึง 24 ล้านบาท
  • ปี 2024 Ferrari 812 Superfast ซึ่งเป็นรุ่นสืบทอด ประกาศหยุดรับจอง ราคามือสองในตลาดดีดพุ่งไปแตะ 30 ล้านบาททันที ทั้งที่เป็นรถ Mass Production ไม่ใช่ Limited

ยังคงน่าลงทุนอยู่ไหม

อนาคตราคา V12

คำถามนี้ป๋าตอบได้เต็มปากเลยว่า ยังไม่สาย แต่มันเริ่มจะเป็นเกมของคนตาถึงเท่านั้น ถ้าคุณหลับหูหลับตาซื้อ คุณอาจจะไปดอยอยู่บนยอดเขาเอเวอเรสต์ได้ การเลือกรุ่นที่ใช่ ในเวลาที่ถูก คือหัวใจสำคัญ

หลักฐานเชิงประจักษ์จากตลาด

ในบทความ เจาะลึกการลงทุน Ferrari ป๋าได้แยกย่อยรุ่นที่น่าเล่นไว้แล้ว แต่หลักการเดียวกันนี้ใช้ได้กับ Lamborghini หรือ Aston Martin ด้วย รถรุ่นไหนที่เป็น รุ่นสุดท้าย ของสายการผลิต รุ่นนั้นแหละคือเป้าหมาย อย่างเช่น Lamborghini Aventador Ultimae ที่ราคาพุ่งไปดาวอังคารเรียบร้อยแล้วเพราะมันคือกระทิงดุตัวสุดท้ายที่ไม่มีไฟฟ้าเจือปน

เปรียบเทียบให้เห็นภาพแบบหมัดต่อหมัด

ลองเทียบกันดูระหว่าง Ferrari 296 GTB (V6 Hybrid) กับ Ferrari F12 (V12 N/A)

  • ความแรง 296 กินขาด แรงกว่า เร็วกว่า ประหยัดกว่า
  • เทคโนโลยี 296 ล้ำกว่า มีจอสัมผัส มีระบบช่วยขับขี่
  • อารมณ์ F12 ชนะขาดลอย เสียงเครื่อง การตอบสนองที่ไม่มีความหน่วงของมอเตอร์
  • ราคาขายต่อ อีก 5 ปีข้างหน้า ป๋าฟันธงว่า F12 จะราคาแข็งกว่า หรือแพงกว่า 296 เพราะเทคโนโลยีใน 296 จะตกรุ่น แต่ความคลาสสิกของ F12 จะไม่มีวันตกรุ่น

ความเสี่ยงที่ต้องรู้ก่อนลงเงินแบบไม่หลอกตัวเอง

การถือครองไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นอกจากค่าน้ำมันที่ซดเหมือนอูฐขาดน้ำแล้ว ค่าซ่อมบำรุงคือฝันร้าย เครื่องยนต์ใหญ่ ความร้อนสะสมสูง ชิ้นส่วนเยอะ ถ้าพังทีนึงค่าซ่อมซื้อรถญี่ปุ่นได้เป็นคัน คุณต้องมีอู่คู่ใจ หรือศูนย์บริการที่ไว้ใจได้ ไม่อย่างนั้นกำไรที่เก็งไว้จะหมดไปกับค่าซ่อม (22 มกราคม 2025) [2]

อ่านเกมแบบผู้มีประสบการณ์

ป๋ามองว่าในอนาคต มันจะถูกจัดหมวดหมู่ใหม่ มันจะไม่ใช่รถสำหรับขับไปกินกาแฟอีกต่อไป แต่มันจะเป็น Asset Class ประเภทงานศิลปะ เหมือนภาพเขียน Picasso หรือนาฬิกา Rolex Paul Newman คือมีไว้โชว์ ไว้ชื่นชม สตาร์ทฟังเสียงบ้างนานๆ ครั้ง มูลค่าจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับการใช้งาน แต่ขึ้นอยู่กับสภาพและความเดิม (28 สิงหาคม 2025) [3]

บทสรุปแบบป๋าฟันธง อนาคตราคา V12

อนาคตราคา V12 สดใสยิ่งกว่าแสงแดดหน้าร้อน ถ้าคุณมีงบถึงและใจรัก ป๋าแนะนำให้หาเก็บไว้สักคัน เลือกรุ่นที่เป็นเครื่อง N/A ไม่มีเทอร์โบ ไม่มีแบตเตอรี่ สภาพเดิมที่สุดเท่าที่จะหาได้ แล้วจอดเก็บไว้ในโรงรถปรับอากาศ รอเวลาให้โลกโหยหาอดีต แล้ววันนั้นคุณจะเป็นผู้ชนะในเกมนี้

สรุปแล้วจะเล่นตัวไหนดี

ถ้าเป็นม้าลำพอง ให้มองหาตระกูล 812 Superfast หรือย้อนไป F12 Berlinetta แต่ถ้าชอบกระทิงดุ Aventador รุ่นแรกๆ ยังพอจับต้องได้ ก่อนที่ราคาจะไหลไปไกลกว่านี้

บทส่งท้ายจากนักลงทุน

อนาคตราคา V12 คือเครื่องพิสูจน์ว่า บางครั้งเทคโนโลยีที่ล้าหลังกลับมีค่ามากกว่าเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า เพราะเทคโนโลยีสร้างใหม่ได้ แต่ตำนานและความรู้สึก สร้างใหม่ไม่ได้ เก็บรักษาประวัติศาสตร์หน้านี้ไว้ให้ดี ก่อนที่ลูกหลานเราจะรู้จักเครื่องแค่ในไฟล์เสียงดิจิทัลเท่านั้น ในวันที่โลกเงียบ เสียงคำรามของมันจะเป็นดั่งดนตรีซิมโฟนีที่มีราคาแพงที่สุดในโลก

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง