หมอนทอง กลิ่นแรงไหม ไขข้อสงสัยราชาผลไม้สุดฮิต

หมอนทอง กลิ่นแรงไหม

คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไม หมอนทอง กลิ่นแรงไหม ถึงเป็นคำถามยอดฮิตสำหรับมือใหม่หัดกินทุเรียน ทั้งที่มันคือ “ราชาแห่งผลไม้” หรือเรียกได้อีกอย่างว่า  “คิง ออฟ ฟรุทส์” ที่โด่งดังไปทั่วโลก คำตอบสั้นๆ คือ “มีกลิ่น” แต่ถ้าเทียบกับสายพันธุ์อื่น หมอนทองถือว่าเป็นทุเรียนที่มีกลิ่น “ละมุนและเป็นมิตร” ที่สุดสายพันธุ์หนึ่ง ซึ่งวันนี้เราจะมาหาคำตอบกันแบบเจาะลึก

  • กลิ่นที่เป็นมิตร ความอ่อนของกลิ่นทำให้หมอนทองเป็นจุดเริ่มต้น
  • ผลไม้เศรษฐกิจที่รองรับการค้าขายและการแปรรูปของไทย
  • หมอนทอง ให้กลิ่นหอมหวานละมุนมากกว่าสารฉุน 

หมอนทองคืออะไร ทำไมถึงเป็น King of Fruit

ทุเรียนหมอนทองคือ สายพันธุ์หลัก ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศไทยและทั่วโลก มีต้นกำเนิดที่จังหวัดนนทบุรี และถูกปลูกอย่างแพร่หลายในภาคตะวันออกของไทย เช่น จันทบุรี ระยอง และตราด
แม้ว่าคำว่า “King of Fruit” จะหมายถึงทุเรียนโดยรวม แต่หมอนทองคือพันธุ์ที่ ครองตลาด และเป็นที่รู้จักในระดับสากลมากที่สุด ด้วยเหตุผลหลัก 4 ประการ

1. ความเป็นสากล  รสชาติของหมอนทองอยู่ในระดับที่ “พอดี” หวานไม่จัดจ้านจนเกินไป และ กลิ่นอ่อน 
2. ผลผลิตทางเศรษฐกิจสูง 
 • ปลูกง่าย/ผลผลิตสูง: ให้ผลผลิตต่อต้นที่สม่ำเสมอและ ทำให้สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดขนาดใหญ่ได้
 • เนื้อเยอะ/เม็ดลีบ: ปริมาณเนื้อทุเรียนที่มากต่อผล ทำให้คุ้มค่าต่อการซื้อขายและง่ายต่อการแปรรูป
3. การเก็บรักษาและการขนส่ง นี่คือปัจจัยสำคัญที่สุด
 • คงสภาพได้นาน: เนื้อหมอนทองมีความแห้งและคงตัวสูง (บางรายงานระบุว่าสามารถเก็บได้นานถึง 7-10 วันหลังสุกที่อุณหภูมิห้อง)
 • เหมาะกับการส่งออก: คุณสมบัติด้านการเก็บรักษาที่ดีเยี่ยมนี้ ทำให้หมอนทองถูกคัดเลือกเป็น ทุเรียนส่งออกหลักของประเทศไทย 
4. ความหลากหลายในการแปรรูป  เนื้อที่หนาและแห้ง เหมาะกับการนำไปแปรรูปในรูปแบบต่าง ๆ 

ประวัติศาสตร์และการเดินทางของสายพันธุ์

ทุเรียนไม่ได้เป็นพืชท้องถิ่นดั้งเดิมของไทยมาตั้งแต่ยุคสมัยอดีต แต่มีการนำเข้ามาปลูกและพัฒนาสายพันธุ์จนกลายเป็นพืชเศรษฐกิจ จากบันทึกทางประวัติศาสตร์  ในจดหมายเหตุของ ซิมง เดอ ลา ลูแบร์ (Simon de la Loubère) ราชทูตฝรั่งเศส ได้มีการบันทึกถึงการพบเห็นทุเรียนในสยามเป็นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1687 (พ.ศ. 2230) ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งถือเป็นหลักฐานทางเวลาที่สำคัญจุดแรก

ต่อมาในยุครัตนโกสินทร์ การปลูกทุเรียนแพร่หลายมากในย่านธนบุรีและนนทบุรี แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้น ในปี ค.ศ. 1942 (พ.ศ. 2485) เมื่อเกิดเหตุการณ์ “น้ำท่วมใหญ่” ครั้งประวัติศาสตร์ ทำลายสวนทุเรียนเมืองนนท์ไปจำนวนมาก ทำให้เกษตรกรเริ่มขยับขยายพื้นที่ปลูกไปยังภาคตะวันออกอย่างจันทบุรีและระยอง ซึ่งเป็นจุดกำเนิดความยิ่งใหญ่ของทุเรียนตะวันออกในปัจจุบัน

จนกระทั่งยุคปัจจุบัน ความนิยมของทุเรียนไทยพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหมอนทองที่มีการพัฒนามาตรฐานการส่งออกอย่างเข้มข้น ในปี ค.ศ. 2021 (พ.ศ. 2564) ไทยทำสถิติส่งออกทุเรียนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ มีมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่าหมอนทองจะมีกลิ่นหรือไม่ มันคือทองคำเขียวของเกษตรกรไทยอย่างแท้จริง

ที่มา: ประวัติการเข้ามาของทุเรียนในไทย และบันทึกของลาลูแบร์ (3 เมษายน พ.ศ.2023) [1]

วิทยาศาสตร์เบื้องหลังแห่งกลิ่น

จากการศึกษาองค์ประกอบทางเคมี พบว่าในเนื้อทุเรียนมีสารระเหยให้กลิ่นมากกว่า 40 ชนิด แต่ตัวการสำคัญคือสารประกอบกลุ่มซัลเฟอร์ หรือกำมะถัน ข้อมูลสถิติที่น่าสนใจคือ ทุเรียนมีรหัสพันธุกรรม  ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสารระเหยกำมะถันมากถึง 4 ชุด ในขณะที่พืชทั่วไปอย่างโกโก้มีเพียง 1 ชุดเท่านั้น ซึ่งมากกว่าถึง 4 เท่า ตัวเลขนี้ยืนยันได้ว่าทำไมกลิ่นทุเรียนถึงมีความเข้มข้นสูงตามธรรมชาติ

สารหลักที่ให้กลิ่น “ทุเรียน” คือ เอทิล (Ethyl) ที่ให้กลิ่นคล้ายผลไม้ และ ซัลเฟอร์ (Sulfur) ที่ให้กลิ่นฉุนคล้ายหัวหอม ในพันธุ์หมอนทอง สัดส่วนของสารให้ความหอมหวานจะมีมากกว่าสารกำมะถันเมื่อเทียบกับพันธุ์พื้นเมืองอื่นๆ ทำให้กลิ่นโดยรวมออกมาทาง “หอมมัน” มากกว่า “ฉุนกึก” ซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันความรู้สึกของผู้บริโภค

ที่มา: American Chemical Society (19 พฤศจิกายน 2025) [2]

การบริโภคและการส่งออก

หมอนทอง กลิ่นแรงไหม

กลิ่นของทุเรียนหมอนทองไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของรสนิยม แต่เป็นปัจจัยทางเศรษฐกิจที่มหาศาล ในตลาดส่งออกโดยเฉพาะประเทศจีน ผู้บริโภคชาวจีนชื่นชอบหมอนทองมาก เพราะรสชาติหวานมันและกลิ่นที่ไม่ทำลายประสาทสัมผัสจนเกินไป ทำให้สามารถนำ ทุเรียนหมอนทองแปรรูป เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้ง่าย เช่น พิซซ่าทุเรียน หรือเค้กทุเรียน

ความสามารถในการควบคุมกลิ่นผ่านกระบวนการเก็บเกี่ยวและการขนส่ง ก็เป็นเรื่องสำคัญ หากหมอนทองสุกระหว่างทางจนกลิ่นแรงเกินไป อาจถูกตีกลับหรือราคาตกได้ ผู้ส่งออกจึงต้องคำนวณระยะเวลาความสุกอย่างแม่นยำ เพื่อให้ทุเรียนไปถึงปลายทางในสภาพที่กลิ่นหอมกำลังดี ไม่ใช่เหม็นเน่า

นอกจากนี้ ในวงการอาหารระดับโลก เชฟมิชลินหลายคนเริ่มหันมาสนใจกลิ่นของทุเรียนหมอนทอง ในฐานะวัตถุดิบที่ให้ความ “Umami” หรือรสกลมกล่อมตามธรรมชาติ การที่หมอนทองมีกลิ่นไม่แรงจัด ทำให้สามารถนำไปสร้างสรรค์เมนูฟิวชั่นได้หลากหลาย โดยไม่ไปกลบกลิ่นของวัตถุดิบหลักอื่นๆ

ที่มา: บทวิเคราะห์การส่งออกทุเรียนไทย (20 สิงหาคม 2563) [3]

ความแตกต่างระหว่างหมอนทองกับสายพันธุ์อื่น

การเปรียบเทียบกลิ่นของหมอนทองกับสายพันธุ์อื่นเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เพราะมันช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกซื้อได้ถูกจริต หากคุณชอบกลิ่นที่ท้าทาย รุนแรง และรสชาติเข้มข้น สายพันธุ์ “ชะนี” อาจจะเป็นคำตอบ เพราะมีปริมาณสารระเหยกำมะถันสูงกว่าหมอนทองอย่างเห็นได้ชัด ให้รสสัมผัสที่ขมติดปลายลิ้นเล็กน้อย

ในทางตรงกันข้าม “ก้านยาว” จะมีความสมดุลระหว่างกลิ่นและรสชาติที่ยอดเยี่ยม คือหอมนวลแต่ไม่ฉุนจัด เนื้อละเอียดเหนียวหนึบ แต่ราคาก็มักจะสูงตามไปด้วย ส่วนหมอนทองนั้นยืนอยู่ตรงกลาง คือมีเนื้อเยอะ เมล็ดลีบ รสหวานมัน และที่สำคัญคือ หมอนทอง กลิ่นแรงไหม คำตอบคือ “น้อยที่สุด” ในบรรดาทุเรียนยอดนิยม ทำให้เข้าถึงง่ายที่สุด

สำหรับสายพันธุ์โบราณอย่าง “กระดุม” หรือ “พวงมณี” แม้จะมีรสชาติดีและสีสวยจัดจ้าน แต่เนื้อสัมผัสและกลิ่นอาจจะมีความเฉพาะตัวที่แตกต่างออกไป ดังนั้น การที่หมอนทองครองตลาดได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ “กลิ่นที่เป็นมิตร” ซึ่งเป็นจุดขายสำคัญที่ทำให้คนที่ไม่เคยทานกล้าเปิดใจลอง

วิธีจัดการกับกลิ่นสำหรับมือใหม่

แม้เราจะบอกว่าหมอนทองกลิ่นไม่แรง แต่สำหรับคนที่เกลียดทุเรียน กลิ่นเพียงเล็กน้อยก็อาจเป็นปัญหาได้ วิธีแรกในการลดกลิ่นคือการเลือกซื้อทุเรียนที่ “ห่าม” หรือสุกพอดี ไม่ควรกินทุเรียนที่ปลิงหลุดมานานเกิน 2 วัน เพราะนั่นคือช่วงที่กลิ่นจะพีคที่สุด

การเก็บรักษาเป็นอีกหนึ่งศาสตร์ที่สำคัญ หากคุณซื้อมาแล้วทานไม่หมด ควรเก็บเนื้อทุเรียนใส่กล่องสุญญากาศ  แล้วนำไปแช่ตู้เย็น ความเย็นจะช่วยยับยั้งการระเหยของสารซัลเฟอร์ ทำให้กลิ่นไม่ฟุ้งกระจายไปทั่วตู้เย็น หรือจะใช้ถ่านหุงต้มก้อนเล็กๆ วางไว้ในตู้เย็นเพื่อช่วยดูดซับกลิ่นก็ได้

ภูมิปัญญาชาวบ้านอีกอย่างที่ได้ผลดีคือ การดื่มน้ำเกลือจางๆ หรือกินมังคุดตามหลังการกินทุเรียน แม้จะไม่ช่วยเรื่องกลิ่นโดยตรง แต่ช่วยปรับสมดุลร้อน-เย็นในร่างกาย และล้างรสชาติและกลิ่นที่ติดอยู่ในปากได้ดี ทำให้ลมหายใจหอมสดชื่นขึ้น ลดความกังวลเรื่องกลิ่นปากหลังกินทุเรียนได้

สรุปแล้ว หมอนทอง กลิ่นแรงไหม?

คำถามที่ว่า หมอนทอง กลิ่นแรงไหม นั้น คำตอบที่ดีที่สุดคือ “มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว แต่ไม่รุนแรงเท่าสายพันธุ์อื่น” หมอนทองคือจุดกึ่งกลางที่สมบูรณ์แบบระหว่างรสสัมผัสที่ยอดเยี่ยมกับกลิ่นที่ยอมรับได้สำหรับคนส่วนใหญ่ เป็นการจัดสรรจากธรรมชาติและการพัฒนาสายพันธุ์โดยเกษตรกรไทย ที่ทำให้ผลไม้เปลือกหนามนี้เป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลก

ทำไมกลิ่นของหมอนทองถึงเป็นเรื่องใหญ่

คุณเคยลองสังเกตไหมว่า ทำไมบางคนถึงได้กลิ่นทุเรียนเป็น “น้ำหอม” ในขณะที่บางคนได้กลิ่นเป็น “ของเน่า”?  และนี่อาจไม่ใช่แค่เรื่องของตัวทุเรียนเอง แต่เป็นเรื่องของพันธุกรรมการรับรู้กลิ่นของแต่ละบุคคลด้วย หรือว่าจริงๆ แล้ว “หมอนทอง” ไม่ได้เปลี่ยนไป แต่จมูกและรสนิยมของเราต่างหากที่เปลี่ยนตามกาลเวลา?

เปิดใจแล้วจะติดใจ

ไม่ว่าคุณจะอยู่ทีมรักทุเรียนหรือทีมหนีทุเรียน ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือ หมอนทองคือความภูมิใจของไทย หากคุณยังลังเลที่จะลองเพราะกลัวกลิ่น ขอให้ลองเปิดใจกับหมอนทองเนื้อกรอบนอกนุ่มในสักคำ คุณอาจจะพบว่าภายใต้หนามแหลมและกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์นั้น ซ่อนความอร่อยระดับโลกที่คุ้มค่าแก่การลิ้มลอง

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง