หมดไฟ ในการทำงาน แก้ยังไงให้กลับมาฟิตปั๋ง 2026

หมดไฟ ในการทำงาน

หมดไฟ ในการทำงาน คือภาวะที่สมองและร่างกายประท้วงหยุดงานพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย เชื่อไหมว่าอาการนี้มันโคตรจะคล้ายกับภาวะ Overtraining ของนักกีฬาเลยล่ะ ถ้าคุณฝืนลากสังขารไปทำงานทั้งที่ใจมันพังยับเยิน ผลลัพธ์มันก็เหมือนนักวิ่งมาราธอนที่ตะคริวกินกลางทางนั่นแหละ ล้มไม่เป็นท่า เจ็บตัวฟรี แถมยังไม่ได้เหรียญรางวัลอะไรติดมือกลับมาเลย

  • เมื่อความเครียดกัดกิน ยิ่งกว่าสนิมกินเหล็ก
  • จุดเปลี่ยนสำคัญ ยุคโควิดล้างโลก
  • สถิติที่น่าตกใจ ยิ่งเก่งยิ่งพังเร็ว

ยอมรับความจริงกันเถอะ ว่าเราไม่ใช่หุ่นยนต์

เฮ้อ ถามจริงนะ เหนื่อยไหมกับการต้องปั้นหน้ายิ้มให้เจ้านายทั้งที่ในใจอยากจะกรีดร้อง ร่างกายมนุษย์มันถูกออกแบบมาให้เคลื่อนไหว ให้ล่าสัตว์ ให้พักผ่อน ไม่ใช่ให้นั่งจ้องแสงสีฟ้าวันละ 10 ชั่วโมงจนหลังขดหลังแข็ง ฉันเห็นผู้หญิงสมัยนี้ทำงานเก่งกันเหลือเกิน สตรองเวอร์ แต่ข้างในเปราะบางเหมือนแก้วร้าว พร้อมจะแตกได้ทุกเมื่อ

ย้อนกลับไปดูอดีตกันหน่อย จำช่วงยุค 1990s ถึงต้น 2000s ได้ไหม ยุคนั้นเป็นยุคที่ค่านิยม Work Hard Play Hard กำลังเฟื่องฟูสุดขีด ใครกลับบ้านก่อนพระอาทิตย์ตกดินคือคนขี้เกียจ ใครทำงานหามรุ่งหามค่ำคือกำลังหลักของชาติ เราภูมิใจกับการอดนอน ภูมิใจกับการมีขอบตาดำเป็นหมีแพนด้า

เหมือนกับนักกีฬายุคนั้นที่เชื่อว่า ซ้อมเยอะ = เก่ง ยิ่งเจ็บยิ่งดี บ้าบอที่สุด ผลลัพธ์คืออะไร รู้ไหม คนรุ่นป้าๆ น้าๆ เราป่วยเป็นออฟฟิศซินโดรมเรื้อรัง เครียดสะสม จนต้องเอาเงินเก็บทั้งชีวิตมารักษาตัวตอนแก่ เจ็บปวดนะแต่คือเรื่องจริง

เมื่อความเครียดกัดกิน ยิ่งกว่าสนิมกินเหล็ก

การที่คุณรู้สึกหมดไฟ มันไม่ใช่เพราะคุณอ่อนแอ แต่มันเป็นกลไกทางชีววิทยาที่ร่างกายพยายามเซฟตัวเองจากฮอร์โมน Cortisol (ฮอร์โมนเครียด) ที่มันท่วมท้นจนจะทะลักออกมาทางรูขุมขน เวลาเราเครียด ร่างกายจะเข้าโหมดสู้หรือหนี Fight or Flight หัวใจเต้นแรง ความดันพุ่ง กล้ามเนื้อเกร็งตัวเตรียมพร้อมปะทะ (19 ธันวาคม 2025) [1]

แต่ในชีวิตจริงเราไม่ได้ไปต่อยกับเสือ เราแค่นั่งเครียดอยู่หน้าเอ็กเซล พลังงานที่เตรียมไว้เลยไม่ได้ปลดปล่อย มันก็ย้อนกลับมาทำลายตัวเองไงล่ะ

ทำไมเราถึงอาย ที่จะบอกว่า ไม่ไหวแล้ว

ขอย้อนไปช่วงปี 2010–2015 ยุคนี้เป็นยุคทองของ Startups และ Hustle Culture วัฒนธรรมที่เชิดชูการทำงานหนักแบบถวายหัว ใครนอนใต้โต๊ะทำงานได้คือเท่ ใครตอบอีเมลตอนตี 3 คือมีความรับผิดชอบสูง บ้าไปแล้ว

ฉันจำได้ว่าช่วงนั้นเทรนด์การออกกำลังกายแบบบ้าพลังอย่าง Crossfit ก็กำลังมาแรง ทุกอย่างต้องสุด ต้องพีค ต้องทำลายสถิติ แล้วเป็นไง สุดท้ายก็ Burnout กันเป็นแถว ลาออกกันเป็นว่าเล่น เพราะใจมันรับไม่ไหวกับแรงกดดันมหาศาลขนาดนั้น

ถ้าเปรียบเทียบกับวงการกีฬา นี่คือช่วงเวลาที่นักกีฬาหลายคนพังเพราะโค้ชไม่เข้าใจเรื่อง Periodization (การจัดตารางซ้อมสลับหนักเบา) อัดหนักอย่างเดียวจนนักกีฬาเจ็บ พอเจ็บก็หาว่าใจเสาะ ทั้งที่จริงๆ แล้วมันคือความผิดพลาดของการบริหารจัดการพลังงาน

วิเคราะห์สาเหตุ หมดไฟ ในการทำงาน

หมดไฟ ในการทำงาน

การหมดไฟมันมีรากเหง้ามาจากความไม่สมดุล ระหว่าง ความพยายาม (Effort) กับ รางวัล (Reward) ถ้าคุณทุ่มเทแทบตายแต่ได้กลับมาแค่คำด่า หรือเงินเดือนที่ไม่พอยาไส้ ใครมันจะมีแรงไปต่อจริงไหม (28 พฤศจิกายน 2024) [2]

จุดเปลี่ยนสำคัญ ยุคโควิดล้างโลก

มาดูช่วงปี 2018–2020 กันบ้าง โอ้โห นี่คือจุดพีคของประวัติศาสตร์การทำงานเลยนะ ช่วงที่โควิดระบาดแล้วเราต้อง WFH (Work from Home) กันทั้งโลก แรกๆ ก็ดีใจนะไม่ต้องเดินทาง แต่นานๆ ไป เส้นแบ่งระหว่าง งาน กับ ชีวิตส่วนตัว มันจางจนมองไม่เห็น

เราประชุม Zoom กันทั้งวันทั้งคืน กินข้าวหน้าคอม อาบน้ำยังต้องคิดงาน ยุคนี้แหละที่คำว่า Burnout ถูกยกระดับให้เป็นวาระแห่งชาติ องค์การอนามัยโลก (WHO) ถึงกับประกาศรับรองอาการนี้ว่าเป็นปรากฏการณ์จากการทำงาน

ฉันเองช่วงนั้นก็เป๋ไปเหมือนกัน ฟิตเนสปิด ออกไปวิ่งก็ไม่ได้ ต้องอุดอู้อยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยม ความเครียดสะสมจนนอนไม่หลับ รู้ซึ้งเลยว่าสภาพแวดล้อมมีผลต่อจิตใจขนาดไหน มันเหมือนนักมวยที่โดนขังไว้ในห้องซ้อม ไม่ได้ขึ้นชก ไม่ได้ปลดปล่อย พลังงานมันอัดอั้นจนจะระเบิด

สถิติที่น่าตกใจ ยิ่งเก่งยิ่งพังเร็ว

จากข้อมูลช่วงปี 2022–2024 พบว่ากลุ่มคนที่เสี่ยงต่อภาวะหมดไฟมากที่สุด ไม่ใช่พนักงานระดับล่าง แต่เป็นพวก High Performers หรือคนเก่งๆ ไฟแรงๆ นี่แหละ เพราะคนพวกนี้มีความคาดหวังในตัวเองสูงปรี๊ด (Perfectionism) เหมือนนักกีฬาระดับโอลิมปิกที่กดดันตัวเองว่าต้องได้เหรียญทองเท่านั้น พอพลาดนิดเดียว หรือรู้สึกว่าตัวเองทำได้ไม่ดีพอ ก็จะดิ่งลงเหวทันที

บทวิเคราะห์เจาะลึก จิตใจที่แกร่งเกินไปก็หักได้

คนเรามักเข้าใจผิดว่า ความแข็งแกร่งทางใจ คือการทนทายาด ห้ามร้องไห้ ห้ามบ่น ห้ามเจ็บ แต่ในความเป็นจริง ความแข็งแกร่งที่แท้จริงคือการรู้ว่าเมื่อไหร่ควร ผ่อนคันเร่ง นักกีฬาที่เก่งระดับโลกเขาไม่ได้ตะบี้ตะบันซ้อมตลอด 24 ชั่วโมงนะ เขามีช่วง Off-season เขามีวัน Rest Day ที่ห้ามแตะอุปกรณ์กีฬาเลย เพื่อให้สมองได้รีเซ็ต (22 ธันวาคม 2025) [3]

ลองสังเกตดูสิ พวกนักกีฬาที่ยืนระยะได้นานๆ เขาจะมีวิธีคิดที่จัดการกับความเครียดได้โคตรเทพ ถ้าอยากรู้เคล็ดลับว่าพวกระดับปีศาจเขาจูนสมองยังไงให้ไฟลุกโชนตลอดเวลา ลองไปศึกษาแนวคิดแบบ จิตวิทยา นักกีฬาเทพ ดูสิ แล้วคุณจะเข้าใจเลยว่า การถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อกระโดดให้ไกลกว่าเดิม มันไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แต่มันคือกลยุทธ์

บทสรุป หมดไฟ ในการทำงาน

มันสามารถแก้ได้ด้วยการ เติมไฟ ให้ถูกจุด ไม่ใช่เอาน้ำมันราดลงไป นอนหลับให้เพียงพอ ไม่คิดสิ่งที่ไม่ควรคิด ใช้ชีวิตให้มีความสุข หาเป้าหมายใหม่ให้กับชีวิต และพร้อมที่จะเดินตามฝันไปหามัน เพียงเท่านี้ก็จะช่วยคุณได้แล้ว

จะเป็นถ้วยรางวัลที่แตกหัก หรือจะเป็นคนที่มีความสุข

ถามใจตัวเองดูดีๆ นะ งานที่คุณทำอยู่มันคุ้มค่ากับสุขภาพจิตที่เสียไปไหม ถ้าคำตอบคือไม่ คุณมีทางเลือกเสมอ หนึ่งคือลาออก (ถ้าทำได้) สองคือเปลี่ยน Mindset ในการทำงาน เลิกคาดหวังว่าทุกอย่างต้องเพอร์เฟกต์ ทำงานให้เสร็จตามหน้าที่ แล้วเอาเวลาที่เหลือไปใช้ชีวิต

บทส่งท้าย ปลุกพลังเฮือกสุดท้าย

จงเป็นเหมือนนักกีฬาที่รู้จักจังหวะ รุก และ รับ ในสนามชีวิต วันไหนเหนื่อยก็พัก วันไหนไหวก็ลุย แต่อย่าหยุดรักตัวเองเด็ดขาด เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่จะอยู่กับเราไปจนลมหายใจสุดท้าย ก็คือตัวเราเองนี่แหละ ไปค่ะ ออกไปสูดอากาศ แล้วกลับมาสู้ใหม่แบบฉลาดกว่าเดิม

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง