



สภาวะ Flow-State คือสิ่งที่นักกีฬาทุกคนโหยหาปานจะขาดใจตาย เคยเป็นไหมที่บางวันลงสนามแล้วทุกอย่างมันช้าลง ห่วงบาสเกตบอลใหญ่เท่ากะละมัง วินาทีนั้นคุณรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับเกม มีแต่สัญชาตญาณล้วนๆ ถ้าคุณเคยสัมผัสความรู้สึกนี้ คุณได้แตะขอบสวรรค์ของนักกีฬาแล้ว แต่ถ้าคุณคิดว่ามันเป็นเรื่องฟลุค บอกเลยว่าคุณกำลังพลาดของดีที่สุดในชีวิตไป
สมัยก่อนพวกเราซ้อมกันแบบบ้าคลั่งแต่ไร้ทิศทางชะมัด ย้อนกลับไปช่วงยุค 90s ตอนปลาย หรือปี 1998 ยุคนั้น Michael Jordan กำลังเป็นเทพเจ้า บาสเกตบอล NBA คือที่สุด พวกเราพยายามเลียนแบบท่าทาง แลบลิ้นตาม แต่ไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไมเขาถึงยิงลงในวินาทีสุดท้ายได้หน้าตาเฉย
ตอนนั้นโค้ชชอบบอกว่า ตั้งใจหน่อย มีสมาธิหน่อย เราก็ขมวดคิ้ว เกร็งจนหน้าดำหน้าแดง พยายามจะเพ่งสมาธิ แต่ผลลัพธ์คือยิ่งเกร็งยิ่งพลาด ยิ่งพยายามยิ่งพัง เพราะเราไม่เข้าใจว่า Flow ไม่ใช่การบังคับ แต่มันคือการปล่อยไหล
มันเป็นเรื่องของจิตวิทยาที่ลึกซึ้ง ซึ่งถ้าใครมี Mindset ของแชมเปี้ยน จะเข้าใจดีว่า ชัยชนะไม่ได้เกิดจากการบีบคั้นตัวเอง แต่เกิดจากการเชื่อใจร่างกายที่ฝึกมาดีแล้ว
พูดให้ดูมีความรู้หน่อยนะ Transient Hypofrontality หรือภาวะที่สมองส่วนหน้า ซึ่งทำหน้าที่คิดวิเคราะห์ ตัดสินใจ และขี้กังวล มันปิดการทำงานชั่วคราว เหลือไว้แต่สมองส่วนสัญชาตญาณ พอมันเงียบลง เราเลยเลิกสงสัยในตัวเอง เลิกกลัวแพ้ และขยับร่างกายได้แบบออโต้ นี่แหละคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ไสยศาสตร์ (12 พฤษภาคม 2024) [1]
ขยับมาช่วงปี 2010 ถึง 2015 ยุคนี้แหละที่ฉันเกลียดที่สุด เป็นยุคที่โซเชียลมีเดียเริ่มระบาดหนักมาก นักกีฬาหลายคนซ้อมไปเล่นมือถือไป สมาธิสั้นลงยิ่งกว่าปลาทอง เชื่อไหมว่าการแจ้งเตือนติ๊งเดียว ทำลาย Flow ที่เราพยายามสร้างมาเป็นชั่วโมงพังครืนในวินาทีเดียว
ช่วงนั้นฉันเห็นนักวิ่งมาราธอนหลายคน วิ่งไปถ่ายรูปไป อัปสตอรี่ตลอดทาง แล้วมาบ่นว่าทำไมทำเวลาไม่ได้ตามเป้า ก็แหงล่ะ! สมองคุณสลับโหมดไปมาเหมือนคนบ้า เดี๋ยวโฟกัสวิ่ง เดี๋ยวโฟกัสยอดไลก์ แล้วจะเอา Flow มาจากไหน? มันเป็นยุคที่เราต้องต่อสู้กับสิ่งเร้าภายนอกอย่างหนักหน่วงจริงๆ

มันไม่ใช่สวิตช์ไฟที่กดปุ๊บติดปั๊บ แต่มันเหมือนการจูนคลื่นวิทยุ คุณต้องหมุนหาคลื่นที่ใช่ และเงื่อนไขที่สำคัญที่สุดคือ ความท้าทายต้องพอดีกับทักษะ ถ้าโจทย์ยากไป คุณจะเครียด (Anxiety) ถ้าโจทย์ง่ายไป คุณจะเบื่อ (Boredom) จุดกึ่งกลางตรงนั้นแหละคือช่องทางสู่ Flow Channel
การจะพาตัวเองไปจุดนั้นได้ คุณต้องมีโครงสร้างการฝึกที่เป๊ะปัง ไม่ใช่ซ้อมตามมีตามเกิด เหมือนที่ฉันเคยเขียนไว้ใน ระบบกีฬา สู่ความเป็นเลิศ ว่าถ้าระบบพื้นฐานคุณแน่น คุณไม่ต้องมาพะวงเรื่องท่าทาง เทคนิค หรือแรงหมด พอตัดความกังวลพวกนี้ออกไป สมองก็พร้อมจะเข้าสู่ Flow ได้ง่ายขึ้น
ช่วงปี 2018 ถึง 2020 เป็นยุคตื่นรู้ของวงการ Biohacking คนเริ่มหันมาสนใจการฝึกหายใจ และการทำสมาธิแบบเจาะจงเพื่อกีฬา กันจริงจัง ฉันลองฝึกแบบ Wim Hof Breathing ก่อนซ้อม เฮ้ย มันเหมือนการเคลียร์แรมในคอมพิวเตอร์ สมองโล่ง ร่างกายตื่นตัว พร้อมรับข้อมูลใหม่ๆ (16 ตุลาคม 2023) [2]
ตอนนั้นฉันเริ่มเข้าใจแล้วว่า Flow ไม่ได้เกิดขึ้นตอนแข่งอย่างเดียว แต่มันเกิดขึ้นได้ในทุกเซตของการยกเวท ถ้าเราอยู่กับปัจจุบันจริงๆ ไม่ใช่มัวแต่คิดว่าเย็นนี้จะกินอะไร
มาถึงยุคปัจจุบัน 2022 ถึง 2024 เทคโนโลยีมันล้ำจนน่าขนลุก เดี๋ยวนี้มี Headband ที่วัดคลื่นสมองแบบ Real-time ข้อมูลบอกชัดเจนว่า คนที่อยู่ใน Flow State จะมีคลื่นสมองแบบ Alpha และ Theta ผสมกัน คือตื่นตัวแต่ผ่อนคลาย (Relaxed Alertness)
สิ่งที่ฉันค้นพบและอยากตะโกนบอกทุกคนคือ เลิกพยายามซะ ยิ่งคุณพยายามจะเข้า Flow คุณยิ่งห่างไกลจากมัน มันเหมือนคุณพยายามจะหลับนั่นแหละ ยิ่งตั้งใจหลับ ยิ่งตาสว่าง
เคล็ดลับที่ฉันใช้แล้วเวิร์กโคตรๆ คือการสร้าง Trigger หรือตัวกระตุ้น เช่น ฟังเพลงเดิมๆ ก่อนแข่ง ผูกเชือกรองเท้าด้วยวิธีเดิม ดมยาดมกลิ่นเดิม เพื่อบอกสมองว่า ถึงเวลาเอาจริงแล้วนะ เข้าโหมดเงียบเดี๋ยวนี้ มันเป็นการ Hack สมองที่ได้ผลชะงัดนัก
อีกเรื่องคือสารเคมีในสมอง อย่าง Dopamine และ Norepinephrine มันจะหลั่งออกมาเมื่อเราทำอะไรที่เสี่ยงนิดๆ หรือแปลกใหม่หน่อยๆ ดังนั้น อย่าซ้อมซ้ำซากจำเจ ลองเปลี่ยนเส้นทางวิ่ง ลองเพิ่มน้ำหนักเวทให้ท้าทายขึ้นอีกนิด กระตุ้นให้สมองตื่นตัวตลอดเวลา (17 พฤศจิกายน 2022) [3]
หนึ่ง ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนในทุกการซ้อม วันนี้จะเอาอะไร ระยะทางเท่าไหร่ เวลากี่นาที สอง หาจุดสมดุลระหว่างความยากและความสามารถ อย่าซ่าไปเล่นของยากเกินตัว แต่ก็อย่าเพลย์เซฟจนน่าเบื่อ สาม ตัดสิ่งรบกวนทิ้งให้หมด ปิดมือถือ ใส่หูฟัง บอกโลกภายนอกว่าอย่าเพิ่งยุ่ง สี่ รับรู้ผลลัพธ์ทันที สังเกตฟอร์มตัวเอง ปรับแก้หน้างานเดี๋ยวนั้น
ถามใจตัวเองดูสิ ว่าทุกวันนี้คุณซ้อมไปวันๆ หรือซ้อมเพื่อยกระดับจิตวิญญาณ การเข้าสู่ Flow State ไม่ใช่แค่ทำให้คุณเล่นดีขึ้น แต่มันทำให้คุณมีความสุขกับการออกกำลังกายจนถอนตัวไม่ขึ้น มันคือความฟินระดับเซลล์ที่เงินซื้อไม่ได้
เขียนไปก็อินไป อยากให้ทุกคนได้สัมผัสความรู้สึกตอนที่ เวลาหยุดเดิน จริงๆ นะ มันวิเศษมาก ลุกขึ้นมาจัดระเบียบชีวิต โฟกัสกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า แล้วปล่อยให้ร่างกายที่ซ้อมมาอย่างหนักรับช่วงต่อ เลิกคิด เลิกกลัว แล้วไหลไปกับเกม

