



วิธี ฝึกต้านแรงโน้มถ่วง คือสิ่งที่ฉันหลงใหลที่สุดในตอนนี้ บอกเลยนะว่ามันไม่ใช่แค่การยกเวทหนักๆ ในยิม แต่มันคือศิลปะของการควบคุมร่างกายตัวเองให้ชนะกฎฟิสิกส์ เอาดีๆ ใครเห็นคลิปพวก Street Workout ที่เกร็งตัวขนานพื้นแล้วรู้สึกว่าเท่ระเบิดบ้าง ฉันคนนึงแหละที่กรี๊ดสลบ แต่พอมาลองเองถึงรู้ว่า โอ๊ย มันนรกแตกชัดๆ วันนี้ฉันจะมาแฉหมดเปลือกแบบไม่มีกั๊ก
ถ้าพูดถึงการเอาชนะแรงดึงดูดโลก หลายคนคงนึกถึงนักบินอวกาศ แต่ในโลกของคนบ้าพลังอย่างเรา มันคือการทำ Calisthenics หรือบอดี้เวทขั้นสูงนั่นแหละ พื้นฐานมันไม่มีอะไรซับซ้อนเลยนะ แค่คุณต้องรับน้ำหนักตัวเองให้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม ฟังดูง่ายใช่ไหม แต่ลองนึกภาพตอนดึงข้อทีแรกสิ ตัวหนักเหมือนมีช้างมาเกาะขา ความรู้สึกนั้นแหละคือจุดเริ่มต้นที่ทุกคนต้องเจอ (27 สิงหาคม 2024) [1]
เชื่อไหมว่าถ้าย้อนไปดูช่วงปี 1998 สมัยนั้นฉันยังเป็นเด็กกะโปโลวิ่งเล่นในสนามเด็กเล่น ยุคนั้นไม่มีหรอกนะฟิตเนสหรูๆ มีแต่บาร์โหนสนิมเกรอะกรังตามสวนสาธารณะ ภาพที่จำได้ติดตาคือพวกลุงๆ ที่ใส่เสื้อกล้ามตัวย้วยๆ โหนบาร์ตีลังกาเหมือนลิงลม ตอนนั้นฉันมองว่ามันเป็นเรื่องไกลตัวมาก ใครจะไปทำได้ขนาดนั้นวะ แต่หารู้ไม่ว่านั่นแหละคือรากฐานของศาสตร์การฝึก
การจะฝึกให้เทพได้ มันต้องเข้าใจหลักการทำงานของร่างกายก่อน ลองไปหาอ่านเพิ่มเติมในเรื่อง วิทยาศาสตร์ แห่งการฝึกกีฬา ดูสิ จะได้เก็ทว่าทำไมกล้ามเนื้อมันถึงพัฒนาเวลารับโหลดหนักๆ แบบนี้ ฉันไม่อยากจะบ่นนะ แต่บางคนใจร้อนเกิน อยากจะทำท่าเท่ๆ แต่วิดพื้นยังไม่แข็งแรงเลย มันจะไปรอดได้ไง
ทำไมเราต้องฝืนธรรมชาติขนาดนั้น คำตอบง่ายมาก มันคือการสร้าง Relative Strength หรือความแข็งแรงต่อสัมพัทธ์ พูดภาษาชาวบ้านคือน้ำหนักตัวเท่าไหร่ คุณต้องแข็งแรงพอที่จะเหวี่ยงมันไปมาได้เท่านั้น ต่างจากการยกเวทที่คุณเพิ่มน้ำหนักเหล็ก (2 ธันวาคม 2024) [2]
แต่การฝึกแบบนี้คุณต้องจัดการกับน้ำหนักตัวเองที่มันไม่เคยลดลง (เว้นแต่จะไดเอทนะ) ยิ่งถ้าคุณตัวหนัก คุณก็ต้องแข็งแรงขึ้นเป็นทวีคูณ มันแฟร์ดีออก
หลายคนชอบมโนว่าต้องผอมแห้งถึงจะทำท่าพวก Planche หรือ Front Lever ได้ บอกเลยว่าผิดมหันต์ ดูพวกนักยิมนาสติกสิ กล้ามเป็นมัดๆ ทั้งนั้น สิ่งที่สำคัญไม่ใช่แค่ความเบา แต่คือ Core Strength หรือแกนกลางลำตัวที่ต้องแข็งประดุจหินผา ถ้าท้องคุณย้วย แขนคุณดีแค่ไหนตัวก็ไม่ลอยหรอก เชื่อฉันเถอะ ฉันลองมาแล้ว พุงห้อยๆ นี่แหละตัวถ่วงความเจริญสุดๆ
จุดที่คนมักเข้าใจผิดอีกเรื่องคือการโฟกัสไปที่ แรงดึง หรือ แรงผลัก จากแขนเพียงอย่างเดียว จนลืมเรื่องการส่งแรงผ่านข้อต่อและพังผืด ทั่วร่างกาย การที่ร่างกายจะลอยขนานพื้นได้นั้น ต้องอาศัยแรงตึงตัวที่สม่ำเสมอตั้งแต่ปลายนิ้วมือยันปลายเท้า หากส่วนใดส่วนหนึ่งคลายตัว แรงจะตกทันทีและทำให้ร่างกายหนักขึ้นเป็นทวีคูณ
ดังนั้นการฝึก ความแข็งแรงแบบเกร็งค้าง (Isometric Strength) จึงสำคัญกว่าการซ้อมยกซ้ำๆ ในจำนวนมากเพียงอย่างเดียว เพราะมันคือการฝึกให้สมองส่งสัญญาณสั่งการให้กล้ามเนื้อทุกมัดทำงานประสานกันเป็นหนึ่งเดียวเพื่อต้านทานแรงดึงดูดของโลก
ยอมรับความจริงกันตรงนี้เลยนะ ช่วงแรกที่คุณฝึก คุณจะดูตลกมาก ตัวจะสั่นเป็นเจ้าเข้า หน้าจะแดงก่ำ เส้นเลือดปูดโปนแต่มันไม่ขึ้นสักนิด ช่วงปี 2012 เป็นยุคที่ YouTube เริ่มบูมเรื่อง Street Workout คลิปสอนเกลื่อนเน็ต
ฉันจำได้แม่นเลยว่าลองทำท่า Muscle Up ครั้งแรกตามคลิปฝรั่ง ผลคือไหล่แทบหลุด ตัวกระแทกบาร์ดังปั้ก อายคนทั้งสวนสาธารณะ แต่มันเป็นบทเรียนราคาแพงที่สอนให้รู้ว่า อย่าห้าวกระโดดข้ามขั้น
ตามข้อมูลจากเว็บยักษ์ใหญ่อย่าง Men’s Health เขาก็เคยลงบทความเตือนไว้เรื่องอาการบาดเจ็บจากการฝึกท่าพวกนี้ถ้าพื้นฐานไม่แน่น พออ่านแล้วก็ เฮ้อ ถ้ารู้ก่อนหน้านี้คงไม่เจ็บตัวฟรีหรอก

ในมุมมองของฉันที่ลองมาหมดแล้วทั้งสองแบบ ขอบอกเลยว่ามันให้ความรู้สึกคนละขั้ว ถ้าคุณชอบความปั๊ม ความบวมของกล้ามเนื้อ ไปยกเวทเถอะ แต่ถ้าคุณชอบความรู้สึกว่า เฮ้ย ฉันคุมร่างกายได้ทุกส่วน ต้องมาสายนี้ เอาจริงๆ นะ ตอนที่คุณสามารถเกร็งตัวค้างกลางอากาศได้ วินาทีนั้นความรู้สึกมันโคตรพรีเมียม เหมือนเราเป็นซูเปอร์ฮีโร่เลยล่ะ
โลกเรามันเปลี่ยนไปเยอะนะ ช่วงปี 2019 ก่อนโควิดจะระบาดหนักๆ เทรนด์การออกกำลังกายเริ่มเปลี่ยนจากยิมใหญ่ๆ มาเป็น Functional Training มากขึ้น คนเริ่มเบื่อการนั่งดันเครื่องแมชชีนเดิมๆ แล้วหันมาหาความท้าทายใหม่ๆ ช่วงนั้นฉันเริ่มเห็นผู้หญิงหันมาฝึกดึงข้อกันเยอะขึ้น ซึ่งมันโคตรเท่ บอกลาความเชื่อเดิมๆ ที่ว่าผู้หญิงต้องเต้นแอโรบิกอย่างเดียวไปได้เลย
Bodybuilding.com เขาเคยวิเคราะห์ไว้ว่าเทรนด์บอดี้เวทจะกลับมาครองเมือง ซึ่งมันก็จริง เพราะพอโควิดมาปุ๊บ ยิมปิดปั๊บ คนที่มีทักษะด้านนี้คือรอดตาย หุ่นยังเป๊ะปังในขณะที่สายยิมเริ่มเหี่ยวเฉาเพราะขาดอุปกรณ์
รู้ไหมว่าคนส่วนใหญ่ไม่สามารถดึงข้อได้แม้แต่ครั้งเดียว สถิตินี้มันน่าตกใจนะ ช่วงปี 2023 มีผลสำรวจออกมาว่าประชากรวัยทำงานมีค่าความแข็งแรงของกล้ามเนื้อลดลงอย่างน่าใจหาย เพราะวันๆ เอาแต่นั่งจ้องคอม พอจะลุกไปโหนบาร์ที แขนสั่นพั่บๆ เหมือนลูกนกตกน้ำ มันสะท้อนเลยว่าเราละเลยร่างกายกันขนาดไหน
ข้อมูลจาก Harvard Health ก็ย้ำเสมอว่าการฝึกต้านน้ำหนักตัวช่วยชะลอความเสื่อมของกระดูกได้ดีที่สุด ดีกว่ากินแคลเซียมเม็ดเป็นกำๆ อีกนะจะบอกให้ (16 มกราคม 2024) [3]
การฝึกแบบนี้มันสอนให้เรารู้จักคำว่า Progressive Overload ในอีกมิติหนึ่ง ไม่ใช่การเพิ่มแผ่นน้ำหนัก แต่เป็นการเปลี่ยนองศาของร่างกาย เพื่อให้แรงโน้มถ่วงทำรังแกเราได้มากขึ้น ถ้าคุณอยากเก่งขึ้น คุณต้องศึกษา ระบบกีฬา สู่ความเป็นเลิศ ควบคู่ไปด้วย เพราะการจัดตารางฝึกให้สัมพันธ์กับการพักผ่อนมันสำคัญมาก ไม่งั้นร่างพังก่อนจะได้โชว์เทพแน่ๆ
บทวิเคราะห์ส่วนตัวของฉันคือ ของมันต้องโดน ในแง่ของการสร้างความมั่นคงให้ข้อต่อในระยะยาว การฝึกต้านแรงโน้มถ่วงไม่ได้แค่ช่วยให้เราตัวลอยได้เท่ๆ แต่เป็นการสร้างความหนาแน่นให้กระดูกและเสริมความแข็งแรงให้เอ็นยึดกระดูกในมุมที่การเล่นเวทแมชชีนเข้าไม่ถึง
ยิ่งถ้าคุณเสริมตารางซ้อมด้วย 8 ท่าออกกำลังกายยอดฮิต ที่เน้นความยืดหยุ่นและการทำงานของข้อต่อ ผลลัพธ์ที่ได้จะกระโดดไปไกลกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันแน่นอน เพราะร่างกายคุณจะมีความคล่องตัวสูงขึ้นมาก ไม่ใช่แค่ตัวแข็งแต่เคลื่อนไหวไม่ได้เหมือนท่อนไม้
วิธี ฝึกต้านแรงโน้มถ่วง ที่ได้ผลที่สุดคือความสม่ำเสมอและใจที่ด้านชาต่อความเจ็บปวด (หยอกๆ) จริงๆ คือคุณต้องมีวินัยขั้นสุด วันไหนขี้เกียจ วันนั้นแหละคือวันที่ต้องซ้อมหนักกว่าเดิม เทคนิคของฉันคือจินตนาการว่าตัวเองเป็นนักยิมนาสติกทีมชาติ เกร็งหน้าท้องเข้าไว้ หายใจลึกๆ แล้วฮึบสู้แรงดึงดูดโลกเข้าไป
ถามใจตัวเองดูดีๆ ว่าพร้อมจะมือด้าน ไหล่ระบม และตัวสั่นเป็นเจ้าเข้าไหม ถ้าคำตอบคือใช่ ก็ลุยเลย อย่าไปกลัว การฝึกต้านแรงโน้มถ่วงมันคือการวัดใจ ล้วนๆ ถ้าใจไม่สู้ กล้ามโตแค่ไหนก็ไปไม่รอด จำไว้ว่าความเทพไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว แต่มันเกิดจากการที่คุณล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนร่างกายมันจำได้เอง
อย่าให้คำว่า ทำไม่ได้มาจำกัดศักยภาพของคุณ ร่างกายมนุษย์มันมหัศจรรย์กว่าที่คุณคิดการโตของกล้ามเนื้อจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคุณท้าทายขีดจำกัดของตัวเอง ออกไปซะ ไปหาบาร์โหน ไปวิดพื้น ไปทำอะไรก็ได้ที่ทำให้หัวใจเต้นแรง แล้วคุณจะรู้ว่าการชนะแรงโน้มถ่วงได้ มันฟินขนาดไหน ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้เลย

