



ลงทุน Hypercar วงการนี้มันไม่ใช่แค่มีเงินแล้วเดินเข้าไปชี้รถที่โชว์รูมแล้วจบ มันมีเรื่องของ สิทธิ์ในการซื้อ หรือ Allocation ที่ซับซ้อนยิ่งกว่าการขอวีซ่าเข้าประเทศมหาอำนาจ จำได้ไหมตอนที่ Bugatti Chiron เปิดตัวใหม่ๆ มีเศรษฐีหลายคนหอบเงินสดไปกองแต่โดนปฏิเสธหน้าหงาย เพราะโปรไฟล์การสะสมรถไม่ถึงเกณฑ์ที่ทางแบรนด์กำหนด นี่แหละคือเสน่ห์ของมัน
ถ้าจะเล่นของหนักระดับนี้ต้องรู้รากเหง้าของมันก่อน ย้อนกลับไป ช่วงยุค 90s โลกได้รู้จักกับ McLaren F1 รถที่ฉีกกฎทุกอย่างด้วยที่นั่งคนขับตรงกลางและเครื่องยนต์ BMW V12 ทองคำแท้ ตอนนั้นราคามันสูงลิบลิ่วแต่ใครจะไปรู้ว่าวันนี้ราคามันพุ่งไปแตะหลักหลายร้อยล้านบาทแล้ว
จุดเปลี่ยนสำคัญถัดมาคือปี 2005 การมาถึงของ Bugatti Veyron ที่พกพาแรงม้าทะลุ 1,001 ตัว มันเปลี่ยนนิยามคำว่า Supercar ให้กลายเป็น Hypercar อย่างสมบูรณ์แบบ
พอขยับมาช่วงปี 2013 โลกก็สะเทือนอีกครั้งด้วยสงคราม Holy Trinity ระหว่าง Ferrari LaFerrari Porsche 918 Spyder และ McLaren P1 สามเทพที่นำระบบไฮบริดมาใช้จนราคาพุ่งกระฉูด นี่คือบทเรียนสำคัญที่สอนให้เรารู้ว่า เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกคือตัวแปรสำคัญในการกำหนดมูลค่ารถพวกนี้
หลายคนสับสนระหว่างสองคำนี้ ป๋าจะนิยามให้ฟังง่ายๆ Supercar คือรถสมรรถนะสูงที่ผลิตหลักพันหรือหมื่นคัน แต่ Hypercar คือรถที่ผลิตหลักร้อยหรือหลักสิบคัน และต้องมีเทคโนโลยีหรือสมรรถนะที่เหนือมนุษย์ อย่างแท้จริง เช่น ความเร็วท็อปสปีดเกิน 400 กม./ชม. หรือใช้วัสดุระดับยานอวกาศ (5 มกราคม 2026) [1]
การเข้าใจความต่างนี้สำคัญมากเพราะมันส่งผลต่อสภาพคล่องเวลาขายต่อ ใครที่ยังแยกไม่ออกและอยากปูพื้นฐานให้แน่นก่อนขยับมาเล่นรุ่นใหญ่ ป๋าแนะนำให้กลับไปทบทวน คัมภีร์ลงทุน Supercar ที่ป๋าเขียนไว้ก่อนหน้านี้ ตรงนั้นมีหลักการประเมินเกรดรถที่ละเอียดและเอามาประยุกต์ใช้กับ Hypercar ได้ดีเยี่ยมเลยทีเดียว
เกมนี้วัดกันที่ใครได้สิทธิ์จองรถก่อน แบรนด์อย่าง Pagani หรือ Koenigsegg เขาเลือกลูกค้า ไม่ใช่ลูกค้าเลือกเขา การที่คุณจะได้เป็นเจ้าของรถพวกนี้มือแรก คุณต้องสร้างความสัมพันธ์กับแบรนด์มายาวนาน หรือที่เรียกว่า ซื้อพ่วง จนกว่าเขาจะไว้ใจ (16 กรกฎาคม 2025) [2]
เมื่อคุณได้สิทธิ์นั้นมา นั่นเท่ากับคุณกำไรตั้งแต่วันจองแล้ว เพราะใบจองพวกนี้สามารถเปลี่ยนมือได้ในราคาบวกหลายล้านบาทโดยที่คุณยังไม่ต้องเห็นตัวรถด้วยซ้ำ
ลองดูตัวเลขจริงกันหน่อย ในช่วงปี 2018 ถึง 2022 ท่ามกลางวิกฤตโรคระบาดที่ทำเอาหลายธุรกิจพังพินาศ แต่ราคาของ McLaren Senna หรือ Ford GT รุ่นใหม่กลับพุ่งสวนทาง
ตลาดประมูลรถยนต์ระดับโลกรายงานว่ามูลค่าการซื้อขาย Hypercar ในช่วงเวลานั้นเติบโตขึ้นกว่า 40% โดยเฉพาะรถ Limited Edition ที่ผลิตต่ำกว่า 500 คัน ราคามือสองดีดตัวขึ้นไป 1.5 ถึง 2 เท่าตัวภายในเวลาไม่ถึง 3 ปี นี่คือเครื่องพิสูจน์ว่าในยามวิกฤต เงินฉลาดจะไหลเข้าหาสินทรัพย์ที่หายากที่สุดเสมอ

คำถามที่ป๋าโดนจี้ถามทุกงานเลี้ยงค็อกเทลคือ ตลาดนี้จะวายเมื่อไหร่ เอางี้นะ ตราบใดที่คนรวยระดับ Ultra High Net Worth ยังเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก ความต้องการของเล่นชิ้นเอกพวกนี้ไม่มีทางลดลง แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ รสนิยม ปี 2026 นี้เรากำลังเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ตลาดเริ่มแบ่งขั้วชัดเจนระหว่างรถที่เน้นเทคโนโลยีล้ำๆ กับรถที่เน้นอารมณ์ดิบๆ แบบ Analog ซึ่งกลุ่มหลังนี่แหละที่ราคากำลังวิ่งแรงจนน่าตกใจ
ดูผลการประมูลล่าสุดของ RM Sotheby’s หรือ Bonhams สิ รถอย่าง Pagani Zonda ที่ใช้เครื่องยนต์ V12 หายใจเอง เกียร์ธรรมดา จบประมูลที่ตัวเลขมหาศาล แซงหน้ารถรุ่นใหม่ๆ ที่แรงม้าเยอะกว่าแต่ขาดจิตวิญญาณ นี่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่านักสะสมยอมจ่ายไม่อั้นเพื่อซื้อ “ฟีลลิ่ง” ที่หาไม่ได้แล้วในโลกยุค EV
เปรียบเทียบให้เห็นภาพ ถ้าคุณชอบความหรูหราแบบผู้ดีฝรั่งเศสผสานเยอรมัน Bugatti คือคำตอบที่ปลอดภัย ราคาแข็งแกร่งดั่งหินผา แต่ถ้าคุณชอบนวัตกรรมบ้าพลังแบบวิศวกรอัจฉริยะ Koenigsegg คือม้าศึกที่คุณต้องเดิมพัน (22 กันยายน 2025) [3]
ปี 2024 เป็นต้นมา Koenigsegg เริ่มส่งมอบ Jesko ซึ่งเป็นรถที่ทำความเร็วได้บ้าคลั่งมาก ราคามือสองในตลาดตอนนี้บวกไปไกลลิบ ส่วน Bugatti ยุคหลังยุติการผลิตเครื่อง W16 ก็กลายเป็นของหายากทันที การเลือกลงทุนสองแบรนด์นี้ให้ผลตอบแทนต่างกัน Bugatti ได้ความชัวร์ Koenigsegg ได้ความหวือหวา
เห็นตัวเลขสวยๆ อย่าเพิ่งตาโต ค่าดูและรักษาของรถพวกนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ยาง Michelin Pilot Sport Cup 2 รุ่นพิเศษสำหรับ Chiron ชุดหนึ่งราคาเท่ารถ C-Segment ป้ายแดง ไหนจะค่าเช็คระยะประจำปีที่ต้องบินช่างมาจากต่างประเทศ ถ้าคุณคำนวณ Cash Flow ไม่ดี รถพวกนี้จะกลายเป็นภาระที่กินเงินคุณเงียบๆ จนกระเป๋าฉีก
ป๋ามองว่าอนาคตของ Hypercar ไม่ใช่ไฟฟ้าล้วน 100% เสมอไป แบรนด์อย่าง Porsche และพันธมิตรกำลังดันเรื่อง E-Fuels หรือเชื้อเพลิงสังเคราะห์ นี่คือทางรอดของเครื่องยนต์สันดาป ถ้าเทคโนโลยีนี้สำเร็จและแพร่หลาย รถเครื่องยนต์ V12 หรือ W16 ในมือคุณจะกลายเป็นพระเจ้าทันที เพราะมันจะขับเคลื่อนได้ต่อไปโดยไม่โดนกฎหมายมลพิษเล่นงาน
ลงทุน Hypercar ในปี 2026 ต้องใช้ใจนำสมองนิดนึง อย่าซื้อเพียงเพราะกระแสบอกว่าดี เพราะถ้าวันหนึ่งราคาตลาดผันผวน อย่างน้อยคุณก็ได้ครอบครองงานศิลปะที่ขับเคลื่อนด้วยวิศวกรรมขั้นสูงสุดของมนุษยชาติ แต่ถ้าถามป๋าตอนนี้ เก็บพวกที่เป็นเครื่องยนต์สันดาปตัวสุดท้ายของแต่ละค่ายไว้ อนาคตสดใสแน่นอน
ขั้นต่ำต้องมีระดับ 100 ล้านบาทขึ้นไปสำหรับตัวรถ และเตรียมอีก 10-20% ของราคารถไว้เป็นค่าบำรุงรักษาและประกันภัย ถึงจะเล่นได้อย่างสบายใจ
Hypercar คือที่สุดของห่วงโซ่อาหารในวงการยานยนต์ ป๋าหวังว่าข้อมูลชุดนี้จะช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้พวกเราเห็นโอกาสที่คนอื่นมองข้าม จงจำไว้เสมอว่า High Risk High Return คือสัจธรรม แต่ถ้าเรามีความรู้ที่ถูกต้อง ความเสี่ยงนั้นจะกลายเป็นบันไดสู่ความมั่งคั่ง ขอให้ได้รถที่ถูกใจและกำไรมหาศาลกันทุกคนครับ

