



ระบบกีฬา สู่ความเป็นเลิศ ไม่ใช่แค่คำสวยหรูที่เอาไว้แปะหน้ายิม แต่คือเส้นแบ่งบางๆ ที่จะตัดสินว่าคุณจะได้เหรียญทองคล้องคอ หรือได้แค่นั่งมองคนอื่นรับถ้วยรางวัล เอาจริง ๆ นะ อยากถามใจคุณดูสักครั้งว่าที่เหนื่อยฝึกอยู่ทุกวันนี้ คุณกำลังทำเล่น ๆ หรือเอาจริง? ถ้าวันนี้คุณยังซ้อมแบบไม่มีทิศทาง ก็เตรียมตัวแพ้ตั้งแต่อยู่ในมุ้งได้เลย
ฟังนะคะจะบอกให้ การจะเป็นเลิศได้เนี่ย มันไม่ใช่แค่ตื่นเช้ามาวิ่งๆ ยกเวทแล้วจบกันไป นั่นมันวิธีคิดของคนยุคหิน ถ้าอยากไปให้ถึงจุดพีค คุณต้องเข้าใจโครงสร้างร่างกายและจิตใจของตัวเองก่อน สมัยนี้เขาแข่งกันที่รายละเอียด ใครเก็บดีเทลได้มากกว่าคนนั้นชนะ เห็นภาพไหมว่าทำไมโค้ชระดับโลกถึงค่าตัวแพงหูฉี่ ก็เพราะเขารู้วิธีวางระบบไงล่ะ
จำช่วงปี 1996 ได้ไหม ยุคนั้นน่ะบ้าพลังกันสุดๆ ใครซ้อมหนักกว่าคือพระเจ้า ใครกลับบ้านทีหลังคือผู้ชนะ จำได้แม่นเลยว่าสมัยนั้นเราไม่มีนาฬิกาวัดชีพจรหรูๆ ไม่มีแอปพลิเคชันนับแคลอรี่
เรามีแค่ใจกับรองเท้าผ้าใบเก่าๆ นักกีฬายุคนั้นเจ็บกันระนาวเพราะคำว่า ใจสู้ แต่วิทยาศาสตร์เป็นศูนย์ ผลลัพธ์คือพัง ร่างกายรับภาระหนักเกินไปโดยไม่จำเป็น ยุคนั้นสอนให้เรารู้ว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอาจจะไม่ได้อยู่ที่นั่นเสมอไปถ้าขาดความรู้
มาคุยเรื่องวิทยาศาสตร์กันหน่อย อย่าเพิ่งเบือนหน้าหนี เพราะนี่คือหัวใจสำคัญ การสร้างกล้ามเนื้อ (Hypertrophy) ไม่ใช่แค่การยกหนักๆ แต่มันคือการทำลายเส้นใยกล้ามเนื้อ เพื่อให้มันซ่อมแซมตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้น คุณต้องเข้าใจเรื่อง 5 ท่าพื้นฐานเปลี่ยนชีวิต สควอท เดดลิฟท์ เบนช์เพรส อะไรพวกนี้ ถ้าฟอร์มไม่เป๊ะ อย่าหวังจะไปต่อ (27 พฤศจิกายน 2024) [1]
แถมยังมีเรื่องระบบเผาผลาญที่ต้องเร่งให้ถูกจุด ไม่ใช่เอะอะก็ตัดแป้งจนหน้ามืด ต้องศึกษาให้ดีอย่างเป็นระบบ ถ้าคุณอยากเป็นแชมป์นะ ถ้าไม่ใช่ก็ปล่อยผ่านไปได้เลย
คนส่วนใหญ่ชอบคิดว่า ยิ่งเจ็บยิ่งดี หรือ No Pain No Gain บ้าบอที่สุด ความเจ็บปวดสัญญาณเตือนภัย ไม่ใช่เหรียญตราแห่งเกียรติยศ อีกเรื่องที่ผิดมหันต์คือ การมองข้ามเรื่องการยืดเหยียด คลายข้อต่อ และส่วนยึดติด คุณรู้ไหมว่า นักวิ่งระดับโลกเขายืดเหยียดนานกว่าเวลาวิ่งจริงซะอีก ถ้าข้อต่อคุณล็อก การเคลื่อนไหวก็ติดขัด พลังงานก็ถ่ายเทไม่สะดวก จบเห่ (10 มกราคม 2025) [2]
จุดที่คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดอย่างรุนแรงคือการคิดว่าความแข็งแรงเพียงอย่างเดียวจะนำไปสู่ชัยชนะ โดยไม่คำนึงถึงความมั่นคงของข้อต่อ และความคล่องตัว หากข้อต่อหัวไหล่ หรือสะโพกของคุณไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างเต็มช่วง พลังที่สร้างจากกล้ามเนื้อจะถูกจำกัด และถ่ายเทไปยังกล้ามเนื้อมัดอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง ทำให้เกิดการใช้งานเกินตัวและนำไปสู่การบาดเจ็บในที่สุด
ระบบของกีฬาจึงเน้นการฝึก Mobility อย่างเข้มข้นควบคู่กับการสร้าง Strength เพื่อให้ร่างกายสามารถส่งพลังได้อย่างสมบูรณ์แบบ
โลกความจริงมันโหดร้าย จะบอกความลับให้นะ ต่อให้คุณซ้อมดีแค่ไหน ถ้ากินแย่ก็จบเห่ มันคือสมการที่แก้ไม่ได้ด้วยการวิ่งเพิ่มอีก 10 รอบ
ข้ามมาช่วงปี 2012 กันบ้าง ยุคนี้แหละที่ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยน โอลิมปิกลอนดอนคือจุดเปลี่ยนสำคัญ ข้อมูลเริ่มหลั่งไหลเข้ามา อินเทอร์เน็ตเร็วขึ้น เราเริ่มเห็นนักกีฬากินเวย์โปรตีน กินอกไก่ปั่นกันเป็นล่ำเป็นสัน ยุคนี้คนเริ่มตาสว่างว่า ข้าวขาหมูหลังซ้อมคือยาพิษ แต่หลายคนก็ยังหลงทาง ไปโฟกัสแต่อาหารเสริมจนลืมอาหารหลัก น่าเสียดายจริงๆ

ระบบกีฬา สู่ความเป็นเลิศ จะไร้ค่าทันทีถ้าคุณทำได้แค่ 3 วันแล้วเลิก โลกนี้ไม่ต้องการคนเก่งวูบวาบ แต่ต้องการคนเก่งที่สม่ำเสมอ คุณต้องมีวินัยในวันที่ไม่อยากลุกจากเตียง ต้องกินผักในวันที่อยากกินพิซซ่า มันคือสงครามประสาทระหว่างตัวคุณในปัจจุบันกับตัวคุณในอนาคต
ความสามารถในการยืนระยะ ในฐานะนักกีฬาถูกกำหนดโดยความต่อเนื่องของการฝึกซ้อม ภายใต้ความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บที่ต่ำที่สุด แชมป์ที่แท้จริงไม่ใช่วิ่งได้เร็วที่สุดในวันเดียว แต่คือคนที่สามารถรักษาความฟิตระดับสูงสุด ได้นานนับปีโดยที่ร่างกายไม่พังก่อนวัยอันควร
หลักการสำคัญของการยืนระยะคือการฟังเสียงร่างกายและปรับการฝึกซ้อมตามข้อมูลเชิงลึกด้านการฟื้นฟู เช่น HRV Status เพื่อให้แน่ใจว่าการฝึกหนักแต่ละครั้งไม่ทำให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะอ่อนล้าเรื้อรัง
ปี 2019 ถึง 2020 คือปีนรกแตก โควิดระบาด ยิมปิด สนามแข่งเลื่อน นักกีฬาทั่วโลกจิตตกกันเป็นแถว ช่วงนี้แหละที่วัดกันเลยว่าใครของจริง คนที่มี Mindset แข็งแกร่งเท่านั้นที่รอดมาได้
เชอร์ลินเห็นมากับตา นักกีฬาดาวรุ่งหลายคนดับวูบเพราะทนแรงกดดันไม่ไหว ขาดวินัยเมื่อไม่มีโค้ชคุม แต่พวกแชมเปี้ยนตัวจริง เขาใช้เวลานี้ฝึกจิต ฝึกจินตนาการ เห็นภาพตัวเองชนะซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหัว ESPN เคยทำสกู๊ปใหญ่เรื่องนี้ ว่านักกีฬาระดับโลกใช้ช่วงเวลานั้นสร้างความได้เปรียบทางจิตวิทยาได้อย่างไร
เชื่อไหมว่าเดี๋ยวนี้ ข้อมูลมันน่ากลัวมาก ยุคปัจจุบัน 2022 ถึง 2024 วิทยาศาสตร์การกีฬามันไปไกลถึงระดับพันธุกรรมแล้ว การดูดซึมสารอาหาร ถูกวิเคราะห์กันระดับเซลล์ การนอนหลับไม่ใช่แค่การพักผ่อน แต่เป็นช่วงเวลาทองของการหลั่งฮอร์โมน
ใครนอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมงคือเสียเปรียบมหาศาล สถิติบอกชัดเจนว่านักกีฬาที่นอนมีคุณภาพ ลดโอกาสบาดเจ็บได้ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขไม่เคยโกหกใคร Reuters เคยลงข่าวเรื่องเทคโนโลยี Sleep Tracking ที่เปลี่ยนวงการกีฬาไปตลอดกาล
เอาดีๆ นะ จากประสบการณ์ที่คลุกคลีมา การจะไปให้สุดในทางนี้ คุณต้องรู้จักการแบ่งช่วงเวลาฝึกซ้อม ไม่ใช่ตะบี้ตะบันซ้อมหนักทั้งปี ร่างกายคนนะไม่ใช่เครื่องจักร มันต้องมีช่วงพีค ช่วงพัก ช่วงสร้างฐาน ถ้าทำมั่วๆ ก็เตรียมตัวเจอกับสภาวะ Overtraining ได้เลย แล้วพอถึงจุดนั้นนะ บอกเลยว่ากู่ไม่กลับ ร้องไห้หนักมากขอบอก (28 กุมภาพันธ์ 2024) [3]
และที่สำคัญมากๆ คือเรื่องการกิน พอพูดถึงตรงนี้ อยากให้คุณไปศึกษาเพิ่มแบบเจาะลึกเลยนะ เพราะถ้าคุณจัดการเรื่องกินไม่ได้ ระบบฝึกดีแค่ไหนก็พัง ลองไปอ่าน โภชนาการ ที่นักกีฬาควรรู้ ดูสิ จะได้ตาสว่างว่าต้องกินยังไง
อีกเรื่องคือพอซ้อมเสร็จ แข่งเสร็จ อย่าทำตัวเป็นฮีโร่ฝืนสังขาร การฟื้นฟูคือหัวใจหลัก ถ้าไม่รู้วิธีจัดการร่างกายที่บอบช้ำ คุณจะยืนระยะไม่ได้นาน ไปทำความเข้าใจเรื่อง ฟื้นฟูร่างกาย หลังแข่งหนัก ซะ มันจะช่วยเซฟอาชีพนักกีฬาของคุณได้อีกยาวไกล
มันไม่ใช่สูตรสำเร็จที่ซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อ แต่มันคือศิลปะการใช้ชีวิต มันคือการตื่นมาดื่มน้ำให้ถูกวิธี ดูแลลำไส้ให้ดูดซึมดีๆ และฝึกสมาธิให้แน่วแน่ ถ้าคุณทำครบวงจรนี้ได้ ความเป็นเลิศก็อยู่แค่เอื้อม
ถามจริงๆ นะ ฟังมาขนาดนี้แล้ว ยังจะทำตัวเหมือนเดิมอีกเหรอ จะยอมเป็นแค่คนธรรมดาที่ยืนมองคนอื่นรับเหรียญ หรือจะเป็นคนคนนั้นที่ยืนอยู่บนโพเดียมพร้อมน้ำตาแห่งความภาคภูมิใจ เชอร์ลินเตือนแล้วนะว่าเส้นทางนี้มันไม่ง่าย แต่มันคุ้มค่าทุกหยาดเหงื่อ
อย่ารอให้พร้อม เพราะความพร้อมไม่มีอยู่จริง ใส่รองเท้า ผูกเชือก แล้วออกไปลุยซะ จำไว้ว่าคู่แข่งของคุณไม่ได้กำลังนอนหลับ เขาอาจจะกำลังวิดพื้นอยู่อีกซีกโลกก็ได้ สร้างตำนานของตัวเองซะตั้งแต่วันนี้ เชอร์ลินเชื่อว่าคุณทำได้ ลุยค่ะ

