



ข่าวลือเรื่อง ฟองสบู่นาฬิกาแตกกระจุยในยุคเศรษฐกิจฝืดเคืองนี้ เป็นจุดจบของวงการจริงหรือแค่รอบวัฏจักรปกติที่เปิดทางให้คนตาไวเข้ามาเก็บของดีกันแน่? ช่วงนี้ใครถือของแพงคงมีหนาวๆ ร้อนๆ แต่นักสะสมตัวจริงกลับมองว่านี่คือน้ำลดตอผุด ที่คัดกรองเฉพาะตัวจริงให้อยู่รอด แล้วยุคที่ราคาเทลงมาหนักขนาดนี้ เราควรหนีตายหรือกระโดดเข้าใส่ดีล่ะ?
วงการนี้ไม่ได้ตาย แค่กำลังกลับเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริงหลังจากปั่นราคากันมานานต่างหาก
อ้างอิงจากข้อมูลล่าสุดของ WatchCharts และสื่อใหญ่อย่าง Bloomberg ดัชนีราคาโดยรวมปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับจุดสูงสุดปรี๊ดในปี 2022
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือไม่ได้แปลว่าราคาทุกรุ่นจะดิ่งเหวเหมือนกันหมด คนที่เจ็บหนักคือคนที่ไปไล่จับของตามกระแสชั่วคราว ส่วนกลุ่มนาฬิกาคลาสสิกยังคงยืนหยัดรักษามูลค่าของตัวเองได้แบบนิ่งสนิท (6 พฤษภาคม 2026) [1]
ราคาไม่ได้ร่วงจนขาดทุนยับเยิน แต่แค่ปรับฐานลงมาจากจุดที่เคยถูกปั่นจนเกินมูลค่าจริงไปมากเท่านั้นเอง ย้อนกลับไปดูเหตุการณ์สำคัญในปี 2021 ที่ทางแบรนด์ประกาศเลิกผลิตรหัสรุ่นนี้ ราคาก็ดีดทะลุเพดานไปถึงระดับเกิน 5 ล้านบาท ในลานประมูลของ Phillips และ Christie’s
แต่พอมาถึงปี 2026 ราคาเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีในตลาดรองตอนนี้กลับมาทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 2.8 – 3.2 ล้านบาท ถึงแม้ราคาจะตกจากยอดดอย แต่ถ้าเทียบกับราคาป้ายตอนเปิดตัวครั้งแรกในปี 2006 ก็ยังถือว่ามีอัตราการเติบโตบวกเกิน 200% อยู่ดี ในแง่ของการใช้งานจริง รุ่นนี้มีความบางเฉียบ ใส่เข้าข้อและดูหรูหราเข้ากับชุดสูทได้ดีเยี่ยม
แต่ข้อเสียที่คนไม่ค่อยเอามาเล่าให้ฟังกันก็คือ ขอบหน้าปัดแบบขัดด้านนั้นเป็นแม่เหล็กดูดรอยขนแมวชั้นดี แค่ชายเสื้อเชิ้ตถูก็อาจเป็นรอยได้แล้ว ทำให้การดูแลรักษาต้องระวังขั้นสุด ใครที่ใส่สมบุกสมบันอาจจะต้องปวดหัวกับค่าขัดตัวเรือนที่แพงหูฉี่ (27 มกราคม 2026) [2]
เพราะนี่คือผลลัพธ์ของการเก็งกำไรตามกระแสคนดัง พอหมดรอบปั่น ราคาที่เคยลอยอยู่บนฟ้าก็ต้องหล่นลงมากระแทกพื้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องยอมรับว่าในช่วงพีกสุดๆ ของปี 2022 รหัสรุ่นฮิตนี้ถูกปั่นราคาขึ้นไปแตะระดับ 12-15 ล้านบาท อย่างบ้าคลั่ง แต่ในยุคเศรษฐกิจมหภาคที่ดอกเบี้ยสูงปรี๊ดแบบนี้ สภาพคล่องในตลาดหดตัวลงอย่างชัดเจน
ส่งผลให้ราคากลางในปัจจุบันร่วงลงมาเหลือเพียงราวๆ 7-8 ล้านบาท เท่านั้น นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของคำว่า นาฬิกาเจ็บตัว สำหรับคนที่หลับหูหลับตาไปไล่ซื้อตอนราคาอยู่บนยอดดอย
ในทางกลับกัน สำหรับคนที่กำเงินสดไว้ นี่คือโอกาสทองที่จะได้จับจองสุดยอดนาฬิกาทรงสปอร์ตในราคาที่จับต้องได้มากขึ้น แต่ก็ต้องแลกมากับข้อควรระวังบางอย่างที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังดีไซน์สุดล้ำนี้
สิ่งสำคัญที่สุดคือค่าบำรุงรักษาที่แพงระยับ และกลไกสุดซับซ้อนที่อาจจะพังได้ง่ายถ้าคุณเผลอใช้งานผิดวิธี
ตัวเรือนมีขนาดค่อนข้างใหญ่และหนา คนข้อมือเล็กใส่แล้วอาจจะดูกางและไม่ค่อยพอดีเท่าไหร่นัก นอกจากนี้ น้ำหนักที่เบาหวิวจากวัสดุคาร์บอนพิเศษอาจทำให้บางคนรู้สึกโหวงๆ ไม่คุ้นชินเหมือนใส่เหล็กหนักๆ
ที่สำคัญ กลไกที่ซับซ้อนอย่างระบบจับเวลาแบบตีกลับ (Flyback Chronograph) ของรุ่นนี้ค่อนข้างเปราะบาง หากไม่ได้ส่งเข้าศูนย์บริการหลักของแบรนด์อย่างสม่ำเสมอ ค่าซ่อมแซมอาจจะพุ่งสูงจนหน้ามืดได้เลยทีเดียว (2 ธันวาคม 2024) [3]

นอกจากตัวตึงอย่าง Patek แล้ว ตลาดตอนนี้นักลงทุนเริ่มหันมามองแบรนด์ที่ราคาจับต้องง่ายขึ้นและเจ็บตัวน้อยกว่า เพราะในยุคที่เงินฝืด คนจะเน้นเก็บของที่ปล่อยขายง่าย แบรนด์ที่เป็นที่รู้จักในวงกว้างจึงยังพอไปต่อได้สบายๆ
แบรนด์มงกุฎอย่าง Rolex โดยเฉพาะตระกูลสปอร์ต เช่น Daytona หรือ Submariner ถือว่าราคานิ่งและแข็งแกร่งมาก แม้จะตกลงมาจากยอดดอยปี 2022 แต่ก็ยังแพงกว่าราคาป้ายอยู่ดี ถือเป็นเซฟโซนของนักลงทุนเลยค่ะ
ข้อดีของ Rolex คือซื้อง่ายขายคล่องสุดๆ เดินไปร้านตู้หรือโพสต์ขายออนไลน์ แป๊บเดียวก็ได้เงินสดกลับมาหมุนแล้ว ใครเพิ่งเริ่มเข้าวงการ แนะนำให้จับแบรนด์นี้ไว้ก่อนเลย อุ่นใจกว่าเยอะ
ช่วงที่แบรนด์หลักราคาตก มีนักสะสมกลุ่มหนึ่งหันไปกว้านซื้อแบรนด์อิสระ (Indie Brands) เช่น H. Moser & Cie. เพราะผลิตน้อยมากและงานเนี๊ยบสุดๆ ปรากฏว่าราคาพุ่งสวนทางตลาดเฉยเลย
ยกตัวอย่างเคสของรุ่น H. Moser Streamliner ที่นักลงทุนซื้อเก็บไว้ช่วงปลายปี 2024 พอมาถึงปี 2026 ราคาขายต่อในตลาดรองขยับขึ้นเกือบ 30% เพราะคนเบื่อของโหลและอยากได้อะไรที่หายากจริงๆ สรุปคือตาดีได้ตาร้ายเสียค่ะ
ช่วงที่ตลาดซบเซาและนักเก็งกำไรเทขายของหนีตายแบบนี้แหละค่ะ คือช่วงเวลาที่นักสะสมตัวจริงตั้งตารอคอยมานาน
เมื่อพวกที่หวังกำไรระยะสั้นหายหน้าไปจากกระดาน ราคาสินค้าก็จะค่อยๆ สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงตามความต้องการซื้อและจำนวนของที่มีจำกัดอย่างถูกต้องอีกครั้ง
ดังนั้น การเลือกสวนกระแสนาฬิกา ในจังหวะที่คนอื่นกำลังหวาดกลัว จึงเป็นกลยุทธ์ที่นักลงทุนระดับเซียนมักจะหยิบมาใช้เสมอ เพื่อเก็บสะสมของหายากในราคาที่สมเหตุสมผลที่สุด
คำตอบสั้นๆ คือให้เน้นเก็บของคลาสสิกที่ประวัติศาสตร์ยาวนาน และเลี่ยงของที่ดังเพราะกระแสแฟชั่นชั่วคราว
หากกางข้อมูลตัวเลขในลานประมูลของ Sotheby’s จะเห็นได้ชัดว่า กลุ่มของคลาสสิกแทบจะไม่ได้รับผลกระทบจากดัชนีเศรษฐกิจเลย ลองมาดูจุดเปรียบเทียบที่น่าสนใจกันค่ะ
สำหรับการลงทุนในของสะสมยุคนี้ คุณควรวางแผนถือครองอย่างน้อย 3 ถึง 5 ปี ขึ้นไปถึงจะเห็นผลกำไรที่ชัดเจนและจับต้องได้
การคาดหวังว่าจะซื้อมาแล้วฟันกำไรเข้ากระเป๋าในระยะเวลาแค่ไม่กี่เดือนเหมือนช่วงยุคโควิดนั้น เป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้อีกแล้วในสภาพตลาดปัจจุบัน
สรุปสั้นๆ คือ ให้ซื้อรุ่นที่คุณชอบและอยากใส่เข้าข้อจริงๆ เพราะระหว่างที่ถือรอให้ราคาตลาดปรับตัวขึ้น คุณก็ยังได้กำไรจากการสวมใส่เพื่อสะท้อนไลฟ์สไตล์และความสำเร็จของตัวเองไปด้วยในตัว
ตลาดเปลี่ยนไปเยอะมาก จากที่เคยต้องไปเดินหาตามร้านตู้ ตอนนี้คนหันมาพึ่งพาแพลตฟอร์มออนไลน์กันหมด ทำให้เช็กราคากลางแบบเรียลไทม์ได้ทันที โดนหลอกฟันราคายากขึ้นเยอะค่ะ
เว็บใหญ่อย่าง Chrono24 กลายเป็นแหล่งอ้างอิงราคาที่ทุกคนต้องเปิดดู มีระบบคนกลางคอยถือเงินไว้จนกว่าเราจะตรวจเช็กของว่าแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำให้การซื้อขายข้ามประเทศเป็นเรื่องปกติไปแล้ว
ข้อดีคือเราสามารถเทียบราคาจากคนขายทั่วโลกได้เลย ทำให้ได้ของดีในราคาที่ถูกกว่าซื้อร้านในไทย แต่ก็ต้องเผื่อใจบวกลบเรื่องค่าส่งและภาษีนำเข้าตอนของมาถึงไทยไว้ด้วยนะคะ
ข่าวดีสำหรับคนที่อยากได้ชื่อตัวเองบนใบรับประกัน ตอนนี้ช็อปหลายแบรนด์เริ่มคุยง่ายขึ้น ไม่บังคับพ่วงซื้อของที่ไม่ค่อยฮิตแบบหนักหน่วงเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เพราะลูกค้ามีอำนาจต่อรองมากขึ้น
แต่รุ่นดังๆ อย่าง Daytona ก็ยังต้องทำยอดซื้อสะสมอยู่ดี แค่ยอดที่ต้องทำมันไม่ได้สูงเวอร์วังจนเอื้อมไม่ถึงเหมือนช่วงกระแสฟีเวอร์เท่านั้นเอง ถือเป็นจังหวะดีที่จะเริ่มสร้างเครดิตกับช็อปค่ะ
วิกฤตฟองสบู่นาฬิกาที่หลายคนตื่นตระหนก แท้จริงแล้วเป็นเพียงการสะบัดตัวเพื่อสลัดนักเก็งกำไรหน้าใหม่ออกไปเท่านั้น ตลาดไม่ได้พังทลาย แต่กำลังคัดกรองให้เหลือเพียงนักสะสมที่เข้าใจมูลค่าที่แท้จริงและยอมรับการเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไปในระยะยาวอย่างมั่นคงต่างหาก
สุดท้ายแล้ว การลงทุนในของสะสมหรูหราไม่ใช่แค่เรื่องของการคำนวณตัวเลขหรือดูกราฟราคาเพียงอย่างเดียว แต่มันคือศิลปะในการเลือกซื้อความสุขที่คุณสามารถสวมใส่ได้จริงบนข้อมือ จงซื้อเพราะหลงใหลในเรื่องราวของแบรนด์ แล้วให้ผลกำไรเป็นเพียงโบนัสก้อนโตที่ตามมาในอนาคตก็พอค่ะ

