



ผลตอบแทน Hypercar เพื่อนผมคนหนึ่งเคยถอย Porsche Carrera GT มาเมื่อสิบปีก่อนด้วยราคาที่ใครๆ ก็บอกว่าแพงหูฉี่ ตัดภาพมาวันนี้สิครับ ราคาตลาดพุ่งไปไกลจนเขาไม่กล้าขับ เพราะทุกกิโลเมตรที่วิ่งไปคือเงินที่หายไป แต่นั่นแหละคือความหอมหวานที่แลกมาด้วยความอดทน การจะทำกำไรในตลาดนี้ใจต้องนิ่งเหมือนน้ำแข็ง และต้องมองข้ามความผันผวนระยะสั้นไปให้ได้
สมัยก่อนช่วงยุค 90 การซื้อรถซูเปอร์คาร์สักคันคือเรื่องของความชอบล้วนๆ ไม่มีใครคิดหรอกว่า Ferrari F40 จะกลายเป็นทองคำในอีกสามสิบปีให้หลัง ช่วงนั้นคนซื้อเพราะมันเร็ว เพราะมันดิบ
เห็นไหมครับว่าโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว ตอนนี้เราไม่ได้แข่งกันที่ความเร็วบนถนน แต่เราแข่งกันที่ความเร็วในการเติบโตของมูลค่า ใครมองขาดก่อนก็ได้เปรียบ ยิ่งรถรุ่นไหนผลิตน้อยและมีสตอรี่ระดับตำนาน นั่นคือเช็คเงินสดใบใหญ่ที่รอวันขึ้นเงิน
กำไรในที่นี้เราแบ่งเป็นสองขา ขาแรกคือ Capital Gain ส่วนต่างราคาซื้อขายที่ชัดเจน ซึ่งมักจะเกิดกับรถระดับ Blue Chip อย่าง Ferrari LaFerrari หรือ McLaren F1 ส่วนขาที่สองคือ Emotional Return หรือกำไรทางใจ (14 พฤษภาคม 2025) [1]
การได้เดินเข้าไปในโรงรถแล้วจิบไวน์มองดูงานศิลปะราคาแพงระยับ มันมีความสุขแบบที่ตัวเลขในบัญชีให้ไม่ได้ และเชื่อมั้ยว่าไอ้กำไรทางใจนี่แหละที่ทำให้เราถือครองมันได้นานพอจนกำไรตัวเงินมันทำงาน
ดูผิวเผินเหมือนง่าย ซื้อมา จอดรอ ขายไป แต่จริงๆ แล้วมันมีตัวแวมไพร์ดูดเลือดที่เรียกว่า Holding Cost ทั้งค่าประกันภัยปีละหลายล้าน ค่าเช่าที่จอดแบบควบคุมอุณหภูมิ ค่าบำรุงรักษาตามระยะที่เลี่ยงไม่ได้ แม้แต่ค่าน้ำมันเครื่องที่เปลี่ยนทิ้งทั้งที่ไม่ได้วิ่ง ถ้าคุณไม่คำนวณต้นทุนพวกนี้ให้ดี กำไรที่เห็นตอนขายอาจจะกลายเป็นขาดทุนยับเยินได้เลยครับ
ลองมาดูของจริงกันดีกว่า ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ดัชนีรถคลาสสิกและ Hypercar โตระเบิดเถิดเทิง กราฟแห่งความมั่งคั่ง
ในขณะที่ S&P 500 อาจจะทำผลตอบแทนได้ดี แต่ความผันผวนก็สูงลิ่ว ผิดกับรถระดับตำนานพวกนี้ที่ราคามีแต่ทรงกับทรุดขึ้น (ขึ้นนะครับ ไม่ใช่ทรุดลง) มันพิสูจน์แล้วว่าเป็น Store of Value ชั้นยอดในยามที่โลกปั่นป่วน (19 ตุลาคม 2024) [2]

คำถามยอดฮิตที่ผมโดนถามทุกงานปาร์ตี้ เอางี้นะ ตลาดตอนนี้มันไม่ได้ง่ายเหมือนยุคก่อนที่จิ้มคันไหนก็รวย การคัดกรองรถเข้าพอร์ตต้องใช้ความรู้ระดับ Ph.D. สาขายานยนต์ คุณต้องเข้าใจพื้นฐานการ ลงทุน Hypercar อย่างถ่องแท้ก่อน
ถ้าพื้นฐานแน่น คุณจะมองออกว่าคันไหนคือเพชรในตม คันไหนคือระเบิดเวลา การเลือกถูกคันคือกุญแจสำคัญ การเชื่อมโยงความรู้เรื่องกลไกตลาดเข้ากับการวิเคราะห์ตัวรถจะทำให้คุณไม่พลาดท่าเสียทีให้กับกระแสปั่นราคา (25 สิงหาคม 2025) [3]
ลองไปดูงานของ RM Sotheby’s หรือ Bonhams ล่าสุดสิครับ รถบางรุ่นราคาไม่วิ่งแล้ว อย่างพวก Supercar ผลิตจำนวนมากที่พยายามอัพเกรดตัวเอง แต่ Hypercar ที่เป็น One-off หรือ Limited จริงๆ ราคายังเดินหน้าต่อแบบไม่เกรงใจดอกเบี้ยเฟด นี่คือเครื่องยืนยันว่า Demand ของของดีจริงๆ ยังมีมากกว่า Supply มหาศาล
ถ้าให้เปรียบเทียบหมัดต่อหมัด หุ้นเทคฯ เหมือนรถ EV ที่พุ่งแรงแต่แบตหมดไว บทจะร่วงก็ใจหายใจคว่ำ แต่ Hypercar เครื่อง V12 N/A เหมือนพันธบัตรรัฐบาลที่มี Turbo มันมั่นคงกว่า จับต้องได้ ถ้าบริษัทเจ๊ง หุ้นเป็นศูนย์ แต่ถ้าค่ายรถเจ๊ง รถคุณกลายเป็นตำนานทันที ราคาพุ่งคูณสองคูณสาม
เหรียญมีสองด้านเสมอครับ ข้อเสียใหญ่หลวงของสินทรัพย์ประเภทนี้คือ Liquidity หรือสภาพคล่อง คุณนึกจะขายวันนี้พรุ่งนี้เอาเงินสดมาหมุนธุรกิจ บอกเลยว่ายากครับ บางทีต้องรอเนื้อคู่เป็นปี หรือถ้าจะขายด่วนก็โดนกดราคายับ ถ้าเงินคุณไม่เย็นจริง อย่าเอามาจมตรงนี้เด็ดขาด
ผมมองว่าเทรนด์ต่อไปคือ Youngtimer หรือรถยุค 2000 ต้นๆ ที่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ยังไม่เยอะเกินไป ซ่อมบำรุงยังพอทำได้ รถพวกนี้กำลังจะเป็น New High ในอีก 5 ปีข้างหน้า จับตาดู Porsche Carrera GT หรือ Ferrari Enzo ให้ดี ใครมีของอยู่กอดไว้ให้แน่น ยิ่งโลกหมุนไปหาไฟฟ้าเร็วเท่าไหร่ ของพวกนี้ยิ่งแพงขึ้นเท่านั้น
ผลตอบแทน Hypercar คือรางวัลของคนที่มีวิสัยทัศน์และความอดทน มันไม่ใช่ที่สำหรับนักเก็งกำไรฉาบฉวยที่หวังรวยข้ามคืน แต่เป็นสนามของนักสะสมที่เข้าใจคุณค่าของกาลเวลา ถ้าคุณเลือกถูกตัว ดูแลถึง และรอเป็น ผลตอบแทนระดับ 7 หลักไม่ใช่เรื่องเกินฝันครับ และที่สำคัญที่สุดคือกำไรชีวิตที่คุณได้ขับเคลื่อนงานศิลปะระดับโลก
ถ้าจะเล่นให้เห็นกำไรจริงๆ สตาร์ทที่ 1 ถึง 2 ล้านดอลลาร์สำหรับรถระดับเริ่มสะสมครับ ต่ำกว่านี้มักจะเป็นรถกระแสที่ราคาแกว่งและเสี่ยงเจ็บตัว
ผลตอบแทนจะยังคงหอมหวานต่อไปตราบเท่าที่มนุษย์ยังมีความต้องการเป็นเจ้าของสิ่งที่พิเศษที่สุด สุดท้ายผมฝากไว้สั้นๆ ซื้อรถที่คุณรัก แล้วกำไรจะเป็นของแถม แต่ถ้าซื้อเพื่อหวังกำไรอย่างเดียว คุณจะทุกข์ระทมทุกครั้งที่เห็นรอยขนแมวบนสีรถครับ เลือกให้ฉลาดแล้วใช้ชีวิตให้คุ้มครับ

