



ใครว่าซื้อของหรูแล้วต้องแอบแฟน รูดบัตรจัดนาฬิกา Unisex มาสักเรือนนี่แหละคือทางออกที่เนียนที่สุด เพราะซื้อหนึ่งแต่ใส่ได้ถึงสอง แถมได้ลดยอดหารครึ่งแบบต้นทุนต่อการสวมใส่ชนิดที่แฟนบ่นไม่ออกแน่นอน นอกจากการใช้งานจริงจะคุ้มสุดๆ แล้ว ในมุมของการเก็งกำไรมันจะเวิร์คแค่ไหนกันนะ?
ยุคนี้การซื้อของแบรนด์เนมสักชิ้นต้องคิดเผื่อสภาพคล่องในกระเป๋าด้วย ยิ่งถ้าเรามีแฟนที่ไซส์ข้อมือไล่เลี่ยกัน การเลือกนาฬิกาไซส์กลางๆ หรือดีไซน์ไร้เพศ ถือเป็นกลยุทธ์ที่ฉลาดมาก
ในมุมของนักลงทุนสายใช้งานจริง การหารสองมูลค่าของแวะซื้อเข้ากรุ ช่วยลดความรู้สึกผิดเวลาจ่ายเงินก้อนโตได้เยอะ ต้นทุนต่อการสวมใส่หนึ่งครั้งจะลดฮวบลงทันทีเมื่อมีคนช่วยหยิบไปใช้ (20 มิถุนายน 2025) [1]
จริงแน่นอนค่ะ เพราะตลาดเป้าหมายของคุณจะกว้างขึ้นถึงสองเท่าเมื่อเทียบกับนาฬิกาที่เจาะจงเพศชัดเจน เวลาปล่อยของในตลาดรอง คุณสามารถขายได้ทั้งกลุ่มผู้ชายข้อมือเล็กและผู้หญิงข้อมือใหญ่
ข้อมูลจากแพลตฟอร์ม Chrono24 ในช่วงต้นปี 2026 ชี้ว่าดีไซน์ที่ใส่ได้ทุกเพศใช้เวลาวางขายน้อยกว่ารุ่นโอเวอร์ไซส์ถึง 30% ยิ่งถ้าเป็นสภาพ Full Set กล่องใบครบ ยิ่งปิดการขายได้ไวขึ้นมาก
ตัวอย่างเช่น การลงทุนในนาฬิกาผู้หญิงลงทุนบางรุ่นที่ไซส์หน้าปัดใหญ่ขึ้นมาหน่อย หรือปรับเปลี่ยนวัสดุให้ดูสปอร์ตขึ้น ก็เริ่มได้รับความนิยมจากนักสะสมผู้ชายที่ชอบความคลาสสิกเช่นกัน
รุ่นที่รอดชัวร์ต้องมีดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ ไม่หวานหรือดุดันจนเกินไป นั่นคือ Cartier Santos Medium, Jaeger-LeCoultre Reverso Classic Monoface และ Chanel J12 ไซส์ 38mm ค่ะ
เริ่มกันที่ Cartier Santos Medium (Ref. WSSA0029) สแตนเลสสตีลสุดคลาสสิกที่ถือกำเนิดมาตั้งแต่ปี 1904 ไซส์นี้พอดีข้อมือผู้หญิง และดูเป็นแนวเดรสวอทช์วินเทจสำหรับผู้ชาย ราคาตลาดรองตอนนี้วิ่งอยู่ราวๆ 200,000 – 220,000 บาท โดยมีราคาเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีอยู่ที่ 190,000 บาท ถือว่ามูลค่าเติบโตขึ้นประมาณ 15% เป็นรุ่นที่ซื้อง่ายขายคล่องสุดๆ
เพราะทั้งสองรุ่นมีสตอรี่และวัสดุที่ทนทานต่อการใช้งานของคนสองคนที่มีไลฟ์สไตล์ต่างกันค่ะ ตัว Reverso ได้เปรียบเรื่องความคลาสสิก ส่วน J12 ได้เปรียบเรื่องความทนทาน
สำหรับ Jaeger-LeCoultre Reverso Classic Monoface ดีไซน์ทรงเหลี่ยมที่เกิดมาเพื่อนักโปโลในปี 1931 ให้ลุคที่ดูสุขุม เป็นความเรียบหรูที่ทั้งชายและหญิงใส่แล้วดูแพง ราคาประมูลจาก Phillips ในบางเคสที่สภาพสวยจัด สามารถจบได้สูงถึง 200,000 บาท โดยเติบโตจาก 5 ปีก่อนราวๆ 12% ส่วนราคาเฉลี่ยย้อนหลังอยู่ที่ 175,000 บาท
ส่วน Chanel J12 (38mm) ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2000 เป็นเซรามิกไฮเทคที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีก็ยังดูใหม่ ราคาตลาดรองปัจจุบันแข็งมาก อยู่ที่ราวๆ 180,000 – 210,000 บาท อัตราการเติบโตของรุ่นนี้พุ่งไปถึง 18% จากราคาเฉลี่ยย้อนหลัง 160,000 บาท ซื้อมาใส่ลุยๆ สลับกันกับแฟนได้เลย ไม่ต้องกลัวรอยกวนใจ
สิ่งที่ต้องระวังที่สุดคือปัญหาเรื่องขนาดของสายและรอยขีดข่วนจากการใช้งานที่ไม่เหมือนกันค่ะ เพราะผู้ชายกับผู้หญิงมีสรีระข้อมือและการทำกิจกรรมที่ต่างกันพอสมควร เวลาซื้ออย่าลืมว่าเราต้องตัดข้อสายให้พอดี ถ้าแฟนข้อมือเล็กกว่ามาก แล้วเราต้องคอยมานั่งเปลี่ยนข้อสายเข้าๆ ออกๆ ทุกครั้งที่สลับกันใส่ บอกเลยว่าเป็นเรื่องน่าหงุดหงิด
ทางแก้ที่ดีที่สุดคือการเลือกซื้อรุ่นที่เปลี่ยนสายเองได้ง่าย หรืออาจจะต้องยอมให้ฝั่งที่ข้อมือใหญ่กว่าใส่สายแบบพอดีเป๊ะ แล้วอีกฝั่งยอมใส่แบบหลวมๆ แทน

พอเรามองข้ามเรื่องเพศไปได้ โลกของการสะสมนาฬิกาก็สนุกขึ้นเยอะค่ะ จากประสบการณ์จริงเวลาเห็นคู่รักผลัดกันใส่นาฬิกาเรือนเดียวกัน มันดูมีเทสต์และสะท้อนความเข้าใจในการเลือกใช้เงิน
ในวงการประมูลระดับโลกอย่าง Sotheby’s หรือ Christie’s เราเริ่มเห็นนักสะสมหน้าใหม่ประมูลรุ่นไซส์กลางไปเก็บกันมากขึ้น เพราะมันสอดคล้องกับเทรนด์ความยั่งยืนในปัจจุบัน
ความรู้สึกแรกคือคุ้มค่าค่ะ เพราะปกติซื้อมาเรือนหนึ่งเราก็ไม่ได้ใส่ทุกวัน พอมีคนมาช่วยใส่ตอนที่เราพัก นาฬิกาก็ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่ ไม่ต้องนอนนิ่งๆ อยู่ในตู้เซฟ
อย่างตัว Cartier Santos เวลาผู้ชายใส่กับเสื้อเชิ้ตพับแขนจะได้ลุคเนี๊ยบๆ แต่พอสลับมาอยู่บนข้อมือผู้หญิงที่ใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ มันกลับดูลุยๆ และเท่ไปอีกแบบ เป็นมิติการแต่งตัวที่สนุกมาก แน่นอนว่ามันอาจจะมีงอนกันบ้างเวลาที่อยากใส่พร้อมกันในวันออกงานสำคัญ แต่นั่นก็อาจจะเป็นข้ออ้างชั้นดีในการงอกนาฬิกาคืนทุนเรือนที่สองเข้ากรุในอนาคต
ขอตอบตรงๆ ว่าไม่เหมาะสำหรับคนที่หวังกำไรแบบฉาบฉวยในระยะสั้นค่ะ เพราะนาฬิกากลุ่มนี้เน้นการรักษามูลค่าแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่รุ่นกระแสหลักที่ราคาพุ่งกระฉูดข้ามคืน
กลุ่มไซส์กลางมักจะมีกราฟราคาที่เสถียร ซื้อมาเท่าไหร่เวลาขายก็เจ็บตัวน้อยมาก หรืออาจจะกำไรนิดหน่อยเมื่อบวกลบกับอัตราเงินเฟ้อ ถือเป็นการลงทุนที่เน้นความปลอดภัยมากกว่าการเสี่ยงโชค
ถ้าคุณคาดหวังผลตอบแทนระดับ 50% ในปีเดียว การแชร์นาฬิกากับแฟนแบบนี้อาจจะไม่ตอบโจทย์ แต่ถ้ามองยาวๆ ว่าเป็นการซื้อความสุขที่ขายต่อแล้วเงินไม่หาย แบบนี้ล่ะใช่เลย (11 มีนาคม 2026) [3]
สรุปแล้วการซื้อ นาฬิกา Unisex เพื่อผลัดกันใส่กับแฟน เป็นไอเดียการลงทุนที่คุ้มค่ามากในมุมของการใช้งานจริงและสภาพคล่องในการขายต่อ เพราะเจาะตลาดได้กว้างทั้งชายและหญิง แม้จะไม่ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำในระยะสั้น แต่การได้แชร์ความชอบร่วมกันโดยที่มูลค่าของไม่ตกหล่นหายไปไหน ก็ถือเป็นการลงทุนที่ฉลาดและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคนี้ที่สุดแล้วค่ะ
การแชร์ของสะสมร่วมกันไม่ใช่แค่เรื่องของการประหยัดเงิน แต่มันคือการแชร์รสนิยมและความไว้ใจ ลองนึกภาพว่าคุณได้ใส่นาฬิกาที่มีรอยขีดข่วนจางๆ จากการใช้งานของคนที่คุณรัก มันคือสตอรี่ที่ประเมินค่าไม่ได้เลย ก่อนจะซื้อเรือนถัดไป ลองชวนแฟนไปลองทาบที่บูติกด้วยกันดูสิคะ ไม่แน่ว่าคุณอาจจะได้เจอเรือนที่ใช่สำหรับคุณทั้งคู่ก็เป็นได้

