



จังหวะที่เราเริ่มเบื่อนาฬิกาตัวเริ่มต้นแล้วอยากขยับงบมาเล่นของหนัก เชื่อเลยว่าหลายคนแอบเสียวว่าเงินก้อนนี้จะจมหายไปกับรุ่นที่ปล่อยยากในอนาคต การอัปเลเวลมาเล่นนาฬิกาหลักแสนช่วงงบ 300,000 – 800,000 บาท จึงไม่ใช่แค่การซื้อความชอบ แต่ต้องมองเรื่องสภาพคล่องและมูลค่าด้วย แล้วแบรนด์ไหนล่ะที่ซื้อแล้วได้ทั้งฟีลลิ่งสุดปังแถมเงินไม่หาย?
งบประมาณช่วงนี้คือจุดปราบเซียนที่แบ่งแยกชัดเจนระหว่าง ซื้อเพราะอารมณ์ กับ ซื้อแบบนักลงทุน เพราะมันคือเรตราคาที่เราเริ่มสัมผัสแบรนด์ระดับท็อปได้เต็มตัวแบบไม่ต้องเกร็ง
ในทางกลับกัน มันก็เป็นเรตที่เสี่ยงขาดทุนยับได้เหมือนกันถ้าเลือกผิดรุ่นหรือไปคว้าเอาตัวที่ไม่เป็นที่นิยมในตลาดรอง การทำความเข้าใจสภาพตลาดในปัจจุบันจึงเป็นเกราะป้องกันชั้นดี
สภาพคล่องคือตัวชี้วัดว่าเราจะเปลี่ยนนาฬิกากลับเป็นเงินสดได้ไวแค่ไหนโดยไม่ต้องหั่นราคาจนเลือดซิบ ในงบนี้เราควรคาดหวังการเทรดที่รวดเร็วภายใน 1-2 สัปดาห์เป็นมาตรฐาน
ตัวอย่างเช่นการเลือกซื้อตัวยอดฮิตที่ความต้องการสูงปรี๊ด แทบจะวางขายปุ๊บมีคนทักปั๊บ ในขณะที่บางแบรนด์อาจต้องรอกันเป็นเดือน นี่แหละคือความต่างและเป็นบทสรุปของคำว่า เจ็บแต่จบนาฬิกาของแทร่
ฟันธงเลยว่าจบจริงแถมชัวร์ที่สุดในงบนี้ เพราะเป็นรุ่นยอดฮิตที่ซื้อง่ายขายคล่องและเป็นที่ต้องการตลอดเวลา Rolex Batgirl 126710BLNR เปิดตัวในปี 2019 มาพร้อมสาย Jubilee ที่เงางามและใส่สบายข้อมือสุดๆ ตัวเรือนใช้วัสดุ Oystersteel ที่ทนทานต่อการกัดกร่อน แถมได้กลไกอินเฮาส์ Calibre 3285 ที่สำรองพลังงานได้ถึง 70 ชั่วโมง ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนที่ชอบสลับใส่นาฬิกาหลายเรือน
สำหรับข้อมูลอ้างอิงจาก WatchCharts ล่าสุดปี 2026 ราคาเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีของรุ่นนี้เติบโตขึ้นประมาณ 12-15% แม้ราคาตลาดรองตอนนี้จะวิ่งอยู่แถวๆ 550,000 – 620,000 บาท (ขึ้นอยู่กับปีและสภาพ Full Set) แต่ก็ยังถือว่ายืนระยะได้แข็งแกร่งมาก
ส่วนข้อเสียที่คนไม่ค่อยพูดถึงคือ รอยขนแมวบนข้อกลางสาย Jubilee ที่มาไวมากถ้าเราใส่ลุยทุกวันแบบไม่ระวัง และน้ำหนักตัวเรือนที่แอบรู้สึกได้ชัดเจนสำหรับคนข้อมือเล็ก แต่ถ้าถามถึง Value Retention ตัวนี้คือราชาแน่นอน (21 มิถุนายน 2026) [1]
บอกเลยว่าอย่าประมาท เพราะนี่คือรุ่นที่พลิกเกมตลาดรองและรักษามูลค่าได้นิ่งอย่างน่าเหลือเชื่อ Cartier Santos Large เป็นดีไซน์ระดับตำนานที่เปิดตัวครั้งแรกตั้งแต่ปี 1904
ในรุ่นปัจจุบันที่มาพร้อมระบบเปลี่ยนสาย QuickSwitch ถือว่าดึงดูดนักสะสมรุ่นใหม่ได้มหาศาล ราคาป้ายตอนนี้อาจจะขยับไปไกล แต่ราคาตลาดรองกลับยืนระยะได้น่าสนใจมากๆ แถวๆ 220,000 – 260,000 บาท
อัตราการรักษามูลค่าย้อนหลัง 5 ปีจากสถิติของ Chrono24 ถือว่านิ่งและแอบบวกขึ้น 3-5% ด้วยซ้ำ จุดที่ต้องระวังคือขอบตัวเรือนทรงเหลี่ยมเงาวับนั้นดึงดูดรอยขีดข่วนขั้นสุด ใส่เดินชนขอบโต๊ะนิดเดียวก็ใจสลายได้เลย
ต้องมีแน่นอนสำหรับคนที่มองหา Dress Watch กึ่งสปอร์ตที่ให้ลุคเนี๊ยบและโดดเด่นเต็มข้อมือ IWC Portugieser Chronograph มีขอบหน้าปัดที่บางเฉียบ ทำให้ตัวเรือนขนาด 41mm ดูกว้างและสง่างามเวลาสวมใส่จริง
ในแง่การลงทุน ราคาตลาดรองของมือสองสภาพสวยๆ มักจะดร็อปจากราคาป้ายลงมาอยู่ในช่วง 200,000 ต้นๆ ซึ่งถ้าเราช้อนซื้อมือสอง ถือว่าคุ้มค่าเงินทุกบาท เพราะอัตราการรักษามูลค่าหลังจากนี้จะเริ่มคงที่ ไม่เจ็บตัวหนักเหมือนตอนออกช็อปใหม่ๆ
กลไกอินเฮาส์ Calibre 69355 สวยงามน่ามองผ่านฝาหลังใส แต่ข้อเสียคือความหนาของตัวเรือนที่แอบติดปลายแขนเสื้อเชิ้ตบ้างเวลาใส่สูท และสภาพคล่องอาจไม่ปรื๊ดปร๊าดเท่าสายสปอร์ตแบรนด์มงกุฎ (31 กรกฎาคม 2024) [2]

นอกจากการซื้อเพื่อใส่ใช้งานและรักษามูลค่าในปัจจุบันแล้ว การมองหาความเป็นไปได้ที่ของในมือจะกลายเป็นแรร์ไอเทมในอนาคต ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่ทำให้นักลงทุนใจเต้นเสมอ
ตลาดประมูลมักจะให้ค่ากับสิ่งที่หาไม่ได้แล้ว การฝึกสังเกตและเก็บของให้ถูกจังหวะ จึงเป็นเคล็ดลับที่แยกนักสะสมธรรมดาออกจากนักสะสมระดับเซียน
คำตอบสั้นๆ คือต้องมีช่วงเวลาผลิตที่สั้น หรือมีจุดเปลี่ยนผ่านของเบอร์เครื่องและหน้าปัดแบบเงียบๆ ตัวอย่างเช่นในปี 2021 ที่แบรนด์ดังระดับโลกประกาศเลิกผลิตหน้าปัดสีเฉพาะกิจ ทำให้ราคาประมูลของรุ่นนั้นพุ่งทะยานไปกว่า 200% ภายในเวลาไม่กี่เดือน
สำหรับงบนี้ ให้เล็งรุ่นที่มีการปรับเปลี่ยนวัสดุเรืองแสง หรือตัวอักษรบนหน้าปัด (Dial Markings) ที่ผลิตออกมาแค่ลอตสั้นๆ ยิ่งถ้าเราเก็บสภาพ Full Set กล่องใบครบๆ อัตราการทำกำไรในอีก 10 ปีข้างหน้าจะยิ่งทวีคูณ (24 มิถุนายน 2025) [3]
ควรหนีให้ห่างจากแบรนด์อินดี้ที่เพิ่งเกิดใหม่ หรือตัวเรือนทองคำที่หน้าตาดูไม่ร่วมสมัย เพราะสภาพคล่องจะต่ำมากและต้องใช้เวลาหาคนรับช่วงต่อนานจนท้อ
ตัวเลขจาก Bloomberg ชี้ให้เห็นว่าเทรนด์ปีนี้ ตลาดรองยังคงเทใจให้นาฬิกาสปอร์ตสแตนเลสสตีลมากกว่าวัสดุมีค่าอื่นๆ ดังนั้นถ้าอยากเล่นเซฟ การกำเงินไว้ในรุ่นยอดฮิตยังคงเป็นกำแพงป้องกันการขาดทุนที่ดีที่สุด
สรุปสั้นๆ คือการจะขยับงบมาเล่นนาฬิกาหลักแสนให้คุ้มค่าที่สุด ต้องโฟกัสที่สภาพคล่องในตลาดรองเป็นหลัก หากอยากเพลย์เซฟและลุ้นกำไรให้ไปจบที่สปอร์ตสตีลตัวตึงยอดฮิต แต่ถ้าอยากได้ลุคเนี้ยบแถมราคาไม่ตกก็ให้จัดตัวคลาสสิกที่คนรู้จักทั้งโลก เลือกให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แล้วคุณจะมีความสุขกับมันค่ะ
สุดท้ายแล้ว ไม่ว่ากราฟราคาหรือข้อมูลสถิติจากสำนักประมูลจะบอกว่ารุ่นไหนดีแค่ไหน นาฬิกาที่ดีที่สุดคือเรือนที่เราใส่แล้วรู้สึกมั่นใจและเสริมบุคลิกเราได้มากที่สุด การลงทุนที่คุ้มค่าไม่ได้มีแค่เรื่องตัวเงินที่งอกเงย แต่รวมถึงความสุขทุกวินาทีที่เข็มนาทีเดินอยู่บนข้อมือของเราด้วยนั่นเองค่ะ

