



ใครจะไปคิดว่า ตัวเรือนทูโทน หรือนาฬิกาสองกษัตริย์ที่หลายคนเคยส่ายหน้าหนีและมองว่าดูมีอายุ จะพลิกโฉมกลายมาเป็นของดีราคาโดนที่นักสะสมสายปั่นกำไรแอบเก็บกันเงียบๆ ไปแล้วในตอนนี้ ภาพจำเก่าๆ กำลังถูกลบออกไป เพราะสถิติในตลาดรองชี้ชัดเลยว่านี่คือไอเทมลับที่ความเสี่ยงต่ำกว่ารุ่นสตีลล้วนเสียอีก แล้วอะไรคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ของที่เคยถูกเมินกลับมาผงาดจนน่าจับตามองขนาดนี้?
การจับจังหวะตลาดที่ฉลาดที่สุดในยุคนี้ ไม่ใช่การวิ่งตามของแพงที่ทุกคนแย่งกัน แต่คือการมองหาของดีที่คนยังไม่เห็นค่า ซึ่งนาฬิกาสองกษัตริย์ที่ผสมผสานระหว่างความสปอร์ตของวัสดุสตีลและความหรูหราของทองคำกำลังตอบโจทย์ตรงนี้พอดีเป๊ะ เราลองมาเจาะดูรหัสรุ่นตัวท็อปจาก Rolex และ Tudor ที่เป็นตัวชูโรงในเกมนี้กันว่ามีไม้เด็ดอะไรซ่อนอยู่ (3 ธันวาคม 2021) [1]
รุ่นนี้น่าเก็บเพราะราคาเข้าถึงง่ายกว่ารุ่นสตีลล้วนอย่างชัดเจน แต่ได้ความหรูหราของทองคำแท้ 18K เข้ามาเติมเต็มแบบคุ้มค่าสุดๆ ถือเป็นตัวเลือกที่ชาญฉลาดสำหรับคนไม่อยากจ่ายแพงเกินจริง
เมื่อพูดถึงสุดยอดนาฬิกาจับเวลา Rolex Daytona รหัสรุ่น 116503 ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2016 คือตัวอย่างที่ชัดเจนมากของการถูกประเมินค่าต่ำเกินไป ในช่วงแรกที่ออกมา คนส่วนใหญ่ไปกระจุกตัวแย่งกันซื้อรุ่นสตีลล้วนจนราคาพุ่งไปไกลลิบ ปล่อยให้รุ่นสองกษัตริย์ตัวนี้กลายเป็นมวยรองที่มักจะนอนนิ่งอยู่ในตู้กระจกของตัวแทนจำหน่าย
แต่พอมาถึงปี 2026 เกมกลับพลิกอย่างจัง ข้อมูลอ้างอิงจาก WatchCharts ระบุว่าราคาเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีของรุ่นนี้มีการเติบโตที่มั่นคงมาก โดยราคาตลาดรองปัจจุบันขยับขึ้นมาอยู่ที่ราวๆ 680,000 – 750,000 บาท (ขึ้นอยู่กับสภาพของครบกล่องใบ) ซึ่งเติบโตขึ้นประมาณ 12% จากจุดที่เคยตกต่ำสุด นี่จึงเป็นจังหวะทองของคนที่ชอบของคุ้มค่าอย่างแท้จริง (24 สิงหาคม 2024) [2]
ขยับมาดูแบรนด์น้องชายอย่าง Tudor กันบ้าง กับรุ่น Black Bay S&G (Steel & Gold) รหัสรุ่น 79733N ที่เปิดตัวสร้างเสียงฮือฮาไปเมื่อปี 2017 รุ่นนี้หยิบเอาดีไซน์หน้าปัดย้อนยุคสุดคลาสสิกมาจับคู่กับทองคำแท้ที่ขอบเบเซลและข้อสายได้อย่างลงตัวมากๆ เป็นการผสมผสานกลิ่นอายความเก่าเข้ากับความหรูที่ใส่ลุยได้ทุกวัน
สิ่งที่ทำให้นักลงทุนหลายคนตาลุกวาวคือราคาที่จับต้องได้ง่ายสุดๆ ข้อมูลจาก Chrono24 โชว์ให้เห็นว่าราคาตลาดรองตอนนี้วิ่งอยู่แค่ช่วง 110,000 – 130,000 บาท เท่านั้น โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ 5-7% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
ใครที่อยากเริ่มต้นเข้าวงการฟลิปนาฬิกา แบบไม่เจ็บตัวหนัก รุ่นนี้คือครูชั้นดีที่สอนให้เข้าใจจังหวะการทำกำไรแบบเบาๆ ถือเป็นการเริ่มต้นเล่นรอบที่ปลอดภัยและได้ของสวยระดับโลกมาใส่ขึ้นข้อ (18 กรกฎาคม 2017) [3]
ข้อเสียหลักๆ คือน้ำหนักที่มากกว่าสตีลปกติ และส่วนที่เป็นทองคำจะเกิดรอยขนแมวได้ง่ายมากๆ จนอาจทำให้คนรักของเนี๊ยบรู้สึกขัดใจได้ง่ายๆ ถ้านำไปใส่ลุยแบบไม่ระวัง
ในแง่ของประสบการณ์การสวมใส่จริง ต้องยอมรับว่าส่วนผสมของทองคำทำให้นาฬิกามีน้ำหนักกดทับลงบนข้อมือมากกว่ารุ่นสตีลล้วนพอสมควร ใครที่ข้อเล็กอาจจะรู้สึกเมื่อยล้าได้ถ้านำไปใส่ลุยในชีวิตประจำวันแบบสมบุกสมบัน ยิ่งไปกว่านั้น ทองคำยังเป็นวัสดุที่นิ่ม โดนอะไรสะกิดนิดหน่อยก็เกิดรอยง่ายมาก การดูแลรักษาจึงจุกจิกกว่าปกติ
อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของนักสะสม รอยขีดข่วนเหล่านี้คือเสน่ห์ที่บันทึกเรื่องราวการใช้งานจริง แต่ถ้าคุณตั้งใจจะซื้อมาเพื่อเก็งกำไรในอนาคต ต้องระวังการขัดแต่งตัวเรือนให้ดี เพราะถ้าขัดจนเหลี่ยมมุมเสียหรือทองคำบางลงไป มูลค่าตอนขายต่อจะร่วงหนักทันที นี่คือจุดบอดที่มือใหม่หลายคนมักจะพลาดกันบ่อยๆ

มาดูตัวอย่างจริงๆ กันบ้างว่าในปี 2026 นี้ มีนาฬิกาสองกษัตริย์รุ่นไหนที่ทำกำไรจนนักลงทุนยิ้มแก้มปริ เราคัดเคสเด็ดที่เกิดขึ้นจริงในตลาดรองมาให้ดูกันชัดๆ แบบไม่ต้องมโน ตัวนี้บอกเลยว่ากระแสมาแรงมากจนลบภาพจำเดิมๆ ทิ้งไปได้เลย
ขอยกเคสจริงของ Datejust 41 มาร์กเกอร์เลขโรมันสีเขียว หรือหน้าวิมเบิลดัน ยิ่งจับคู่กับสายจูบิลี่และขอบหยักทองคำ ยิ่งตอบโจทย์การค้นหา ที่คนมักจะถามหา นาฬิกาทูโทนที่ใส่แล้วดูวัยรุ่น ในช่วงต้นปี 2026 ราคาตลาดรองพุ่งจากราคาป้ายไปไกลถึง 30% เรียบร้อยแล้ว
สาเหตุที่ราคาวิ่งแรงขนาดนี้ เพราะคนเริ่มเบื่อหน้าปัดสีเรียบๆ แล้วหันมาเก็บหน้าปัดที่มีลูกเล่นและมีเรื่องราวชัดเจน ใครที่ช้อนซื้อรุ่นนี้เก็บไว้ตั้งแต่ช่วงตลาดซบเซาปีก่อนๆ ตอนนี้ปล่อยของฟันกำไรเข้ากระเป๋ากันไปแบบสวยๆ เลย
ข้อมูลพฤติกรรมการค้นหาล่าสุดชี้เลยว่า เทรนด์การใส่ทูโทนไม่ได้ฮิตแค่ฝั่งยุโรป แต่เหล่าคนดังในเอเชียบ้านเราก็หยิบมาใส่ถ่ายรูปลงโซเชียลกันรัวๆ ทำให้ความต้องการในโซนนี้เปลี่ยนจากการค้นหา นาฬิกาสปอร์ต มาเป็นทูโทนวินเทจ พุ่งสูงแบบฉุดไม่อยู่
ยิ่งวัยรุ่นยุคใหม่เอามาจับคู่กับแฟชั่นแนวสตรีท ความเป็นทองคำก็ยิ่งขับผิวให้ดูเด่น มันเลยไม่ใช่แค่นาฬิกาคนแก่อีกต่อไป แต่กลายเป็นของฮิตที่ดันให้ราคาตลาดรองในไทยขยับขึ้นตามไปด้วยอย่างน่าตกใจ
ในโลกของการลงทุน การวิ่งตามฝูงชนมักจะนำไปสู่การซื้อของแพงในจุดที่ราคายอดดอยเสมอ ในทางกลับกัน การหันมามองของที่คนอื่นยังไม่ค่อยสนใจกลับเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยปกป้องเงินต้นได้ดีเยี่ยม เรามาดูสถิติและเหตุผลลึกๆ กันว่าทำไมทฤษฎีนี้ถึงใช้ได้ผลจริงกับตลาดนักสะสมในยุคปัจจุบัน
สถิติชี้ให้เห็นว่าราคาของหน้าปัดสองกษัตริย์มีความนิ่งและทนทานต่อช่วงตลาดขาลงได้ดีกว่ารุ่นสตีลล้วน ที่มักจะราคาเหวี่ยงแรงตามกระแสเก็งกำไรของคนหมู่มาก
ถ้าเราลองกางข้อมูลจาก Bloomberg และ Forbes ในช่วงปี 2022 ที่ตลาดนาฬิกาเกิดภาวะฟองสบู่แตก จะเห็นเลยว่ารุ่นฮิตสตีลล้วนราคาดิ่งลงเหวไปกว่า 30-40% ภายในเวลาไม่กี่เดือน สร้างความเจ็บปวดให้นักลงทุนหน้าใหม่กันถ้วนหน้า แต่เชื่อไหมว่าในเวลาเดียวกัน ของแนวทูโทนกลับราคาหล่นลงมาเพียงแค่ 10-15% เท่านั้น
เหตุผลที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่าคนที่ซื้อนาฬิกาสไตล์นี้ ส่วนใหญ่ซื้อเพราะชอบความสวยงามจริงๆ ไม่ใช่ซื้อเพื่อหวังปั่นราคาในระยะสั้น ทำให้ฐานราคาในตลาดรองมีความแข็งแกร่งกว่ามาก การเลือกเดินในเส้นทางสวนกระแสนาฬิกา จึงกลายเป็นเกราะป้องกันชั้นดีที่ช่วยเซฟความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุนของเราได้ชะงัดนัก
ระยะเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการถือครองคือช่วง 3 ถึง 5 ปี ขึ้นไป เพื่อรอให้รอบของความนิยมเวียนกลับมาและซึมซับมูลค่าของวัสดุทองคำที่เพิ่มสูงขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ
การคาดหวังกำไรแบบข้ามคืนกับกลุ่มนี้อาจจะไม่ใช่วิธีคิดที่ถูกต้องนัก ตัวเลขจากสถาบันประมูลระดับโลกอย่าง Phillips และ Sotheby’s ชี้ให้เห็นว่า ของที่เคยนอกกระแสจะเริ่มมีมูลค่าพุ่งสูงขึ้นเมื่อมันตกรุ่นหรือเลิกผลิตไปแล้วอย่างน้อย 5 ปี ยกตัวอย่างเช่นในช่วงปี 2024 ที่มีการประมูลของแนวยุค 80s ด้วยราคาทุบสถิติใหม่จนทำเอาฮือฮากันทั้งวงการ
ดังนั้น กลยุทธ์ที่ดีที่สุดคือการทยอยเก็บของสภาพสวยๆ ของครบกล่องใบในช่วงที่ตลาดกำลังซบเซา แล้วสวมใส่เพลิดเพลินกับความหรูหราไปพลางๆ ระหว่างรอเวลา เมื่อไหร่ที่เทรนด์แฟชั่นยุคเรโทรวนกลับมาฮิตอีกครั้ง หรือแบรนด์ประกาศเลิกผลิตรหัสรุ่นนั้นๆ นั่นแหละคือจังหวะเวลาที่คุณจะสามารถทำกำไรส่วนต่างได้อย่างงดงาม
ท้ายที่สุดแล้ว ตัวเรือนทูโทนไม่ใช่แค่นาฬิกาคนแก่แบบที่ใครหลายคนเคยปรามาสไว้ แต่มันคือไอเทมลับที่ซ่อนมูลค่าและให้ผลตอบแทนคุ้มค่าสุดๆ ในยุคนี้ ด้วยสถิติราคาที่นิ่งกว่าและแต้มต่อของวัสดุทองคำแท้ ทำให้นี่คือตัวเลือกที่ชาญฉลาดมากสำหรับคนที่มองหาความคุ้มค่าในตลาดรองปี 2026 ใครที่กล้าเปิดใจรับรองว่าไม่มีผิดหวังแน่นอน
การลงทุนในของสะสมไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่สิ่งที่แยกนักสะสมที่ประสบความสำเร็จออกจากคนที่ขาดทุน คือความสามารถในการมองเห็นคุณค่าในสิ่งที่คนอื่นกำลังเดินผ่านไป การเปิดใจให้ของที่เคยตกกระแสอาจเป็นประตูบานใหม่ที่นำไปสู่กำไรก้อนโตในอนาคต ลองถามตัวเองดูสิว่า วันนี้คุณพร้อมที่จะหลุดกรอบเดิมๆ แล้วหรือยัง?

