ความเชื่อมโยงลำไส้ และสมอง มันมีจริงไหม

ความเชื่อมโยงลำไส้ และสมอง

ความเชื่อมโยงลำไส้ และสมอง คือเรื่องที่นักกีฬาและคนรักสุขภาพส่วนใหญ่มองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย เคยสงสัยไหมว่าทำไมเวลาตื่นเต้นถึงรู้สึกมวนท้อง หรือเวลาเครียดๆ แล้วท้องผูก ท้องเสียเอาดื้อๆ นั่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญนะ แต่มันคือการสื่อสารระดับลึกซึ้งระหว่าง สมองใหญ่ในหัว กับสมองที่สองในท้องของคุณ

  • เลิกมองข้ามไส้พุงตัวเองซะที
  • กินโยเกิร์ตแล้วจะดีจริงเหรอ
  • สถิติใหม่ที่น่าขนลุก เกี่ยวกับสารความสุข

เลิกมองข้ามไส้พุงตัวเองซะที

สมัยก่อนฉันเองก็เป็นคนนึงที่ไม่เคยสนโลกเรื่องลำไส้เลย ย้อนกลับไปช่วงยุค 90s ตอนปลาย หรือช่วงปี 2000 ต้นๆ ยุคนั้นความรู้เรื่องโภชนาการของเรามันตื้นเขินมาก จำได้แม่นเลยว่าก่อนแข่งกีฬาหรือก่อนไปยิม เราจะถูกสอนให้กิน Carbo-loading แบบบ้าคลั่ง กินพาสต้าจานยักษ์ กินขนมปังขาวเยอะๆ โดยไม่สนใจเลยว่าแป้งพวกนั้นมันจะไปทำลายสมดุลในท้องแค่ไหน

ตอนนั้นถ้าใครปวดท้อง เครียดลงกระเพาะ ก็แค่กินยาเคลือบกระเพาะ หรือไม่ก็ยาธาตุน้ำขาว จบ เราแก้กันที่ปลายเหตุสุดๆ ไม่เคยมีใครบอกเลยว่า อาการวิตกกังวล หรืออาการซึมเศร้าที่นักกีฬาหลายคนเป็น มันอาจจะเริ่มมาจากลำไส้เน่าๆ ของเราเอง ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ฉันอยากจะเขกหัวตัวเองสักทีที่มองข้ามเรื่องพื้นฐานพวกนี้ไป

สายด่วนสายตรงที่คุยกันตลอด 24 ชั่วโมง

มาทำความเข้าใจกันแบบภาษาคนไม่ใช่นักวิชาการนะ ลำไส้กับสมองมันต่อสายตรงคุยกันผ่านเส้นประสาทที่ชื่อว่า Vagus Nerve (เส้นประสาทเวกัส) เหมือนสายเคเบิลความเร็วสูงที่ส่งข้อมูลไปมาตลอดเวลา (6 มีนาคม 2025) [1]

ถ้าลำไส้คุณมีความสุข สมองก็จะโปร่งโล่ง แต่ถ้าลำไส้คุณเต็มไปด้วยแบคทีเรียตัวร้าย สมองคุณก็จะตื้อ คิดอะไรไม่ออก เผลอๆ จะหงุดหงิดฟาดงวงฟาดงาใส่คนรอบข้างเอาด้วย

นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมการเลือกอาหารถึงเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ถ้าคุณอยากรู้ว่าต้องกินยังไงให้ลำไส้และสมองแฮปปี้ ลองไปเจาะลึกในเรื่อง กินฉลาด ฉบับนักกีฬา ดูสิ แล้วคุณจะเข้าใจเลยว่าอาหารมันไม่ใช่แค่แคลอรี่ แต่มันคือสารเคมีที่ควบคุมอารมณ์ของคุณโดยตรง

กินโยเกิร์ตแล้วจะดีจริงเหรอ

ขยับมาช่วงปี 2012 ถึง 2015 ยุคนี้เป็นยุคทองของการตลาด โพรไบโอติกส์ (Probiotics) เดินเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตทีไร ต้องเห็นคนยืนมุงโซนโยเกิร์ต เลือกแบบไขมัน 0% บ้าง แบบรสผลไม้รวมบ้าง ด้วยความหวังว่าจะขับถ่ายดี ผิวสวย

ฉันเองก็เคยบ้าจี้กินตามกระแส กินโยเกิร์ตถ้วยหวานเจี๊ยบทุกวัน ผลคืออะไรน่ะเหรอ? อ้วนขึ้นจ้า แถมสิวเห่ออีกต่างหาก เพราะอะไร? เพราะน้ำตาลในนั้นมันคืออาหารชั้นเลิศของแบคทีเรียตัวเลวในลำไส้ไงล่ะ แทนที่จะดีกลับกลายเป็นเลี้ยงไข้ซะงั้น ยุคนั้นสอนให้รู้เลยว่า การดูแลลำไส้ไม่ใช่แค่การเติมแบคทีเรียดีเข้าไป แต่ต้องตัดเสบียงแบคทีเรียเลวด้วย

ความเชื่อมโยงลำไส้ และสมอง กุญแจสู่ความเข้มแข็ง

ความเชื่อมโยงลำไส้ และสมอง

มันเป็นเรื่องที่ฉันอินมาก เพราะพอเริ่มปรับจูนระบบนี้ได้ ชีวิตเปลี่ยนแบบหน้ามือเป็นหลังมือ อาการเครียดก่อนแข่งหายไปเกือบหมด สมาธิดีขึ้นแบบสั่งได้ ใครที่บอกว่า ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว ฉันขอเถียงครึ่งนึง เพราะถ้ากาย (ลำไส้) มันป่วย ใจมันก็ป่วยตามไปด้วยแน่นอน

ความเชื่อมโยงนี้ไม่ได้มีไว้แค่ช่วยให้เราขับถ่ายดี แต่มันคือโครงข่ายสื่อสารที่ซับซ้อนซึ่งควบคุมระบบภูมิคุ้มกันและการอักเสบทั่วร่างกาย หากลำไส้ของคุณเกิดการอักเสบเรื้อรัง สัญญาณลบเหล่านั้นจะถูกส่งตรงไปยังสมองทันที ทำให้คุณรู้สึกล้าทางอารมณ์ และสูญเสียความมุ่งมั่นในการฝึกซ้อมอย่างไม่มีสาเหตุ

นอกจากนี้ กุญแจสำคัญสู่ความเข้มแข็งที่แท้จริง ยังอยู่ที่ความสามารถในการดูดซึมสารอาหาร หากระบบทางเดินอาหารทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ ต่อให้คุณกินอาหารเสริมราคาแพง หรือโปรตีนคุณภาพสูงแค่ไหน ร่างกายก็เอาไปใช้ไม่ได้ 100% การดูแลลำไส้จึงเป็นการสร้างรากฐานที่มั่นคงที่สุดให้กับร่างกาย เปรียบเสมือนการติดตั้งระบบส่งกำลัง ที่มีประสิทธิภาพให้กับรถแข่งชั้นยอด (14 พฤศจิกายน 2025) [2]

จุดเปลี่ยนที่ทำให้รู้ว่ามันสำคัญกว่าที่คิด

ช่วงปี 2018 ถึง 2020 โลกวิทยาศาสตร์เริ่มตื่นตัวเรื่อง จุลินทรีย์ที่ส่งผลต่อสุขภาพจิต ตอนนั้นฉันเริ่มมีปัญหาเรื่องการนอนไม่หลับ และเครียดสะสมจากการซ้อมหนัก พยายามนั่งสมาธิก็แล้ว กินยานอนหลับก็แล้ว ไม่หาย จนกระทั่งได้มาลองปรับสมดุลลำไส้แบบจริงจัง

ฉันเริ่มตัดน้ำตาล ลดแป้งขัดขาว และหันมากินของหมักดองบ้านๆ อย่างกิมจิ หรือผักดอง (ที่ไม่มีน้ำตาลนะ) เชื่อไหมว่าภายใน 2 อาทิตย์ อารมณ์ที่เคยแปรปรวนมันนิ่งขึ้น การนอนหลับลึกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

มันทำให้ฉันตระหนักเลยว่า การดูแลร่างกายแบบองค์รวม มันสำคัญแค่ไหน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดใน ระบบกีฬา สู่ความเป็นเลิศ ที่มองว่าทุกอวัยวะทำงานเป็นทีมเวิร์ก ขาดตัวใดตัวหนึ่งไปไม่ได้

สถิติใหม่ที่น่าขนลุก เกี่ยวกับสารความสุข

มาดูยุคปัจจุบัน 2022 ถึง 2024 กันบ้าง งานวิจัยล่าสุดตอกย้ำชัดเจนจนน่าตกใจว่า เซโรโทนิน (Serotonin) หรือสารแห่งความสุขในร่างกายเรากว่า 90% ถูกสร้างที่ลำไส้ ไม่ใช่ที่สมอง ฟังแล้วอึ้งไหมล่ะ? (27 มีนาคม 2025) [3]

และสถิติที่น่าขนลุกยิ่งกว่าคือ ลำไส้ของเรามีเซลล์ประสาท บรรจุอยู่มากกว่า 500 ล้านเซลล์ ซึ่งมากกว่าจำนวนเซลล์ประสาทในไขสันหลังเสียอีก นี่คือคำตอบว่าทำไมเราถึงมี ความรู้สึกลึกๆ ในท้อง เวลาตัดสินใจเรื่องสำคัญ สถิติใหม่ๆ ยังระบุอีกว่ากลุ่มคนที่มีความหลากหลายของจุลินทรีย์ในลำไส้ต่ำ มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคซึมเศร้า และวิตกกังวลสูงกว่าคนทั่วไปถึงหลายเท่าตัว

นั่นหมายความว่าความสุขของคุณไม่ได้ขึ้นอยู่กับความคิดบวกเพียงอย่างเดียว แต่มันถูกกุมชะตาไว้ด้วยกองทัพแบคทีเรียตัวจิ๋วในท้องของคุณนั่นเอง

บทวิเคราะห์จากประสบการณ์ตรง

ถ้าคุณรู้สึกซึมเศร้า หมดไฟ หรือไม่มีแรงจูงใจในการออกกำลังกาย อย่าเพิ่งโทษว่าตัวเองขี้เกียจ ลองก้มดูพุงตัวเองก่อนว่าช่วงนี้กินอะไรเข้าไปบ้าง อาการภาวะลำไส้เสียสมดุล อาจจะเป็นตัวการร้ายที่บงการสมองคุณอยู่

ฉันเคยเจอนักวิ่งคนหนึ่ง ซ้อมดีมากแต่พอวันแข่งจริง Panic ตลอด หาสาเหตุไม่เจอ จนลองให้ไปตรวจ Gut Microbiome ปรากฏว่าแบคทีเรียดีแทบไม่มีเลย พอแก้ตรงนี้ได้ อาการตื่นตระหนกหายเป็นปลิดทิ้ง วิ่งทำ New PB ได้หน้าตาเฉย นี่แหละความมหัศจรรย์ของร่างกายที่เรามองข้าม

บทสรุป ความเชื่อมโยงลำไส้ และสมอง

  • 1.กินอาหารให้แบคทีเรีย: พรีไบโอติกส์ (Prebiotics) คือสิ่งจำเป็น กินกล้วย หอมหัวใหญ่ กระเทียม หน่อไม้ฝรั่ง เข้าไปเยอะๆ
  • 2.ของหมักดองคือมิตรแท้: โยเกิร์ตธรรมชาติ (ไม่หวาน), กิมจิ, นัตโตะ, คอมบูชา จัดไป
  • 3.ลดเครียดเท่ากับลดพุง: ความเครียดทำลายผนังลำไส้ (Leaky Gut) หาเวลาผ่อนคลายบ้าง
  • 4.นอนให้พอ: ลำไส้ซ่อมแซมตัวเองตอนเราหลับ

จะให้แบคทีเรียคุมสมอง หรือจะคุมเกมเอง

ถามใจตัวเองดูสิ ว่าทุกวันนี้คุณกินเพื่อความอร่อยปากอย่างเดียว หรือกินเพื่อเลี้ยงดูสมองที่สองของคุณด้วย การดูแลลำไส้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่มันคือพื้นฐานของความแข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจ

บทส่งท้าย ปลุกพลังจากภายใน

เฮ้อ อยากจะตะโกนใส่หน้าทุกคนจริงๆ ว่า ดูแลท้องไส้กันหน่อยเถอะ เลิกกินขยะแล้วหันมาใส่ใจสิ่งที่กินเข้าไปจริงๆ จังๆ สักที ถ้าคุณทำได้ ฉันรับรองเลยว่าคุณจะรู้สึกเหมือนได้ร่างใหม่ สมองไบรท์ และพลังกายล้นเหลือแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ลุกไปหาของดีๆ เข้าปากเดี๋ยวนี้เลย

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง