



กินฉลาด ฉบับนักกีฬา คือกุญแจสำคัญที่คุณต้องรู้ ก่อนที่จะวางชานมไข่มุกในมือลงเดี๋ยวนี้ แล้วฟังให้ดีนะ ถ้าคุณคิดว่าซ้อมหนักแทบตายแต่กลับไปซดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแล้วจะเก่งขึ้น ฝันไปเถอะ ร่างกายนะไม่ใช่ถังขยะที่จะโยนอะไรลงไปก็ได้ ถ้าอยากไปให้สุดทาง คุณต้องเข้าใจเรื่องนี้ เดี๋ยวนี้เลย ไม่งั้นที่ซ้อมมาทั้งหมดคือสูญเปล่า เชื่อเถอะ ว่าอาหารเปลี่ยนชีวิตได้จริง
เอาล่ะ มาเคลียร์กันให้ชัดๆ เบื่อมากเวลาเห็นคนในยิมซ้อมหนักเหมือนสัตว์ป่า แต่พอถึงมื้ออาหารดันกินเหมือนนางแบบแคทวอล์คที่กลัวอ้วน มันคนละเรื่องกันเลยนะเว้ย การกินเพื่อสุขภาพกับการกินเพื่อสมรรถภาพกีฬามันหนังคนละม้วนเลย คุณต้องมองอาหารเป็น เชื้อเพลิง ไม่ใช่ ศัตรู ถ้าเชื้อเพลิงห่วย รถสปอร์ตคันหรูของคุณก็วิ่งไม่ออกหรอก จริงไหม
ย้อนกลับไปช่วงปี 1998 จำยุคนั้นได้ไหม ยุคที่นักกีฬาทุกคนบ้าคลั่งพาสต้าปาร์ตี้ก่อนแข่ง ใครจะไปวิ่งมาราธอนต้องยัดแป้งเข้าไปจนพุงกาง เพราะเราเชื่อกันฝังหัวว่า คาร์โบไฮเดรตคือพระเจ้า ยิ่งกินเยอะแรงยิ่งเยอะ ผลเป็นไงล่ะ หลายคนจุกจนวิ่งไม่ออก หรือไม่ก็น้ำหนักตัวพุ่งพรวดพราดเพราะเผาผลาญไม่หมด
ยุคนั้นเรายังไม่รู้จักคำว่า ค่าดัชนีน้ำตาล ดีพอ เราซัดขนมปังขาวกันโครมๆ โดยไม่รู้เลยว่ามันทำให้อินซูลินพุ่งปรี๊ดแล้วร่วงตุ๊บ ทำให้แรงหมดกลางทางซะงั้น ตลกดีนะ ที่ตอนนั้นเรากินกันแบบไม่ลืมหูลืมตา
ศัพท์คำนี้ต้องจำให้ขึ้นใจ (Macronutrients) หรือสารอาหารหลัก โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน สามทหารเสือที่ขาดตัวไหนไปไม่ได้เลย ฟังนะ ร่างกายเราฉลาดกว่าที่คุณคิด ถ้าคุณตัดแป้งทิ้งไปเลยเพราะกลัวอ้วน ร่างกายจะเข้าโหมดประหยัดพลังงานทันที ทีนี้แหละซ้อมยังไงก็ไม่พัฒนา แถมกล้ามเนื้อแฟบลงด้วยซ้ำ (9 กรกฎาคม 2025) [1]
จะบอกความลับให้ โปรตีนมีไว้ซ่อม คาร์บมีไว้ซิ่ง ไขมันมีไว้หล่อลื่นระบบฮอร์โมน ถ้าสัดส่วนเพี้ยน ทุกอย่างพัง ซึ่งเรื่องนี้มันสัมพันธ์โดยตรงกับ วิทยาศาสตร์ แห่งการฝึกกีฬา ที่เคยย้ำนักย้ำหนาว่า ถ้าไม่มีเชื้อเพลิงไปกระตุ้นกล้ามเนื้อ ระบบการฝึกที่วางมาดิบดีก็ไร้ความหมาย
จำไว้ กินให้ถึง แล้วค่อยไปซ้อมให้หนัก
อันนี้ขอพูดแรงๆ เลยนะ เกลียดจริงๆ คำว่า กินคลีน 100% สำหรับนักกีฬาที่ต้องใช้แรงเยอะ โอเค การกินผักกินปลาเป็นเรื่องดี แต่ถ้าคุณกินแต่อกไก่ต้มจืดๆ กับบรอกโคลีนึ่งทุกมื้อ คุณจะเอาพลังงานจากไหนไประเบิดกล้ามเนื้อล่ะ นักกีฬาต้องการแคลอรี่ที่หนาแน่นมากกว่าคนนั่งออฟฟิศหลายเท่า
บางทีการกินข้าวมันไก่ (แบบไม่เอาหนัง) อาจจะดีกว่าสลัดผักชามโตในวันที่คุณต้องซ้อมหนักก็ได้นะ อย่าไปยึดติดกับคำว่า คลีน จนประสาทกิน ชีวิตมันต้องมีความสุขบ้าง
รู้ไหมว่าถังน้ำมันในร่างกายเรามีขีดจำกัด ร่างกายเก็บแป้งในรูปแบบ Glycogen ได้จำกัดมาก แค่ประมาณ 2,000 กิโลแคลอรี่เท่านั้น วิ่งแป๊บเดียวก็หมดแล้ว ถ้าระหว่างซ้อมคุณไม่เติมเข้าไป หรือกินมาไม่พอตั้งแต่แรก ภาวะชนกำแพง ถามหาแน่นอน มันคืออาการที่จู่ๆ ร่างกายก็ชัตดาวน์ ขาหนักเหมือนถ่วงหิน สมองเบลอไปหมด ใครเคยเป็นจะรู้ว่ามันนรกแตกแค่ไหน (12 248กันยายน 2022) [2]
ขยับมาช่วงปี 2013 ยุคนี้แหละที่หายนะมาเยือน กระแส คีโต (Keto) และ โลว์คาร์บ (Low-carb) บุกตลาดสุขภาพหนักมาก นักกีฬาหลายคนหลงเชื่อ ไปตัดแป้งทิ้งแล้วเน้นกินไขมันแทน หวังจะดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงาน ผลปรากฏว่า นักกีฬาสายความอดทน พอถูไถไปได้ แต่นักกีฬาสายพลัง อย่างพวกยกน้ำหนัก หรือวิ่งระยะสั้น ฟอร์มตกรูด เพราะไขมันมันเปลี่ยนเป็นพลังงานไม่ทันใจวัยรุ่น
ลองไปหาอ่านบทความเก่าๆ ของ Runner’s World ช่วงนั้นดูสิ มีดีเบตเรื่องกินแป้งกับไม่กินแป้งกันไฟลุก แต่สุดท้ายวิทยาศาสตร์ก็พิสูจน์แล้วว่า สำหรับกีฬาที่ต้องใช้ความหนักสูง คาร์โบไฮเดรตยังไงก็คือราชา

กินฉลาด ฉบับนักกีฬา ไม่ใช่แค่กินอะไร แต่คือ กินตอนไหน บอกเลยนะว่า จังหวะนรกมีอยู่จริง ถ้าคุณกินสเต็กเนื้อชิ้นโต 1 ชั่วโมงก่อนไปวิ่ง คุณเตรียมอ้วกแตกคาลู่วิ่งได้เลย
เลือดมันวิ่งไปที่กระเพาะเพื่อย่อยอาหาร แทนที่จะไปเลี้ยงขา กลับกัน ถ้าคุณซ้อมเสร็จแล้วมัวแต่เมาท์มอย ไม่ยอมกินอะไรภายใน 45 นาที คุณกำลังพลาดโอกาสทองที่เรียกว่า Anabolic Window ไปอย่างน่าเสียดาย จังหวะชีวิตต้องเป๊ะเหมือนจังหวะหัวใจ
ช่วงปี 2019 นี่กระแส Intermittent Fasting (IF) มาแรงแซงทางโค้ง ทุกคนพากันอดอาหาร 16 ชั่วโมง กิน 8 ชั่วโมง นักกีฬาก็เอากับเขาด้วย บอกตรงๆ ว่าช่วงแรกทรมานมาก ซ้อมตอนท้องว่างแล้วหน้ามืดจะเป็นลม แต่พอลองปรับตัวสักพัก เห้ย มันก็ได้ผลในเรื่องการรีดไขมัน แต่มันไม่เหมาะกับช่วงที่ต้องสร้างกล้ามเนื้อหรือซ้อมหนักๆ เลย
ยุคนี้สอนให้เรารู้ว่า ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว สิ่งที่เวิร์กกับคนอื่น อาจจะพังพินาศกับเราก็ได้ ซึ่งความเข้าใจเรื่องความยืดหยุ่นในการกินนี้ มันเป็นส่วนหนึ่งของ ระบบกีฬา สู่ความเป็นเลิศ ที่นักกีฬาระดับโลกต้องมี คือวินัยที่ไม่ตึงจนขาด ต้องปรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ ไม่ใช่ให้ไลฟ์สไตล์ปรับตามสูตร
เว็บของ GSSI (Gatorade Sports Science Institute) มีงานวิจัยเจ๋งๆ ช่วงนั้นเยอะมาก เกี่ยวกับผลกระทบของการอดอาหารต่อสมรรถภาพการกีฬา ลองไปส่องดู จะเห็นกราฟที่ชัดเจนเลยว่าไกลโคเจนในตับลดลงขนาดไหนถ้าอดผิดวิธี
ที่มา: GSSI (สืบค้นเมื่อ 15 ธันวาคม 2025) [3]
เชื่อไหมว่าลำไส้เราดูดซึมน้ำตาลได้จำกัด ข้อมูลล่าสุดบอกว่า ร่างกายรับน้ำตาลกลูโคสได้เต็มที่แค่ 60 กรัมต่อชั่วโมงเท่านั้น ถ้าคุณอัดเจลพลังงานเข้าไปทีละ 3-4 ซองเพราะกลัวหมดแรง สิ่งที่คุณจะได้ไม่ใช่พลังงานนะ แต่เป็นอาการท้องเสียแทน
ปี 2024 ยุคปัจจุบันที่เราฉลาดขึ้นมาก เดี๋ยวนี้เรามีเครื่องติดแขนวัดระดับน้ำตาลต่อเนื่องกันแล้ว นักกีฬารู้ทันทีว่ากินกล้วยเข้าไปแล้วน้ำตาลพุ่งแค่ไหน เราเริ่มมีการกินแบบผสมน้ำตาลต่างชนิด เพื่อหลอกลำไส้ให้ดูดซึมได้มากขึ้นเป็น 90 กรัมต่อชั่วโมง นี่คือ วิทยาศาสตร์การฝึกกีฬาที่เอามาประยุกต์ใช้กับการกินได้อย่างโคตรล้ำ ใครไม่รู้เรื่องนี้ถือว่าเอาท์มาก
งานวิจัยใน PubMed ปีล่าสุดเพิ่งตีพิมพ์เรื่อง Personalised Nutrition หรือโภชนาการเฉพาะบุคคล ว่าพันธุกรรมมีผลต่อการเผาผลาญกาแฟและแป้งต่างกัน นี่แหละเหตุผลว่าทำไมเพื่อนกินกาแฟแล้วดีด แต่เรากินแล้วใจสั่น
บอกเลยนะ เชอร์ลินเคยพลาดเรื่อง การดื่มน้ำหนักมาก เคยคิดว่าดื่มน้ำเปล่าก็พอแล้ว ผลคือตะคริวกินน่องตอนกิโลเมตรที่ 30 เจ็บจนน้ำตาเล็ด เพราะเหงื่อที่ออกไปมันไม่ได้มีแค่น้ำ แต่มันมีเกลือแร่ออกไปด้วย
ตั้งแต่นั้นมา พกเกลือแร่ติดตัวตลอด และให้ความสำคัญกับการ ชั่งน้ำหนักก่อนและหลังซ้อม ถ้าน้ำหนักหายไป 1 กิโล นั่นคือน้ำหายไป 1 ลิตร ต้องเติมคืนให้ได้ 1.5 เท่า จำไว้ ขาดน้ำแค่ 2% สมรรถภาพลดลงไป 10% แล้วนะจ๊ะ อย่าหาทำ
กินฉลาด ฉบับนักกีฬา ไม่ใช่เรื่องยาก แต่มันต้องใช้สติ คุณไม่จำเป็นต้องกินเป๊ะเหมือนหุ่นยนต์ หรือพกตาชั่งดิจิตอลไปร้านอาหารตามสั่งทุกมื้อ แค่คุณเข้าใจหลักการพื้นฐาน รู้ว่ามื้อนี้กินเพื่ออะไร กินเพื่อซ้อม กินเพื่อกู้ร่าง หรือกินเพื่อความสุขทางใจ แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว การกินที่ดีคือการกินที่คุณทำตามได้ตลอดชีวิต ไม่ใช่แค่ 3 เดือนช่วงลดน้ำหนัก
ถามตัวเองก่อนไหม ว่าวันนี้จะใช้แรงแค่ไหน ถ้าวันนี้เป็นวันพัก ก็ลดแป้งลงหน่อย เพิ่มผักผลไม้เข้าไป ถ้าพรุ่งนี้ต้องวิ่งยาว วันนี้ก็เติมคาร์บดีๆ อย่างข้าวกล้อง มันหวาน ให้เต็มถัง และที่สำคัญ เลิกเครียดกับการกินเดี๋ยวนี้ ความเครียดทำลายกล้ามเนื้อยิ่งกว่าการอดอาหารอีกนะรู้ไหม กินให้อร่อย แล้วออกไปใช้ชีวิตให้สนุกดีกว่า
อย่ารอพรุ่งนี้ เริ่มมื้อต่อไปเลย ทิ้งขนมถุง โยนน้ำอัดลมกระป๋องที่ไม่มีประโยชน์ทิ้งไป แล้วแทนที่ด้วยอาหารจริงที่ธรรมชาติให้มา ร่างกายคุณมีค่าเกินกว่าจะใส่อาหารขยะลงไปนะ คุณคือนักกีฬา คุณคือคนที่มีวินัย พิสูจน์ให้ตัวเองเห็นสิว่าคุณทำได้ เชื่อว่าคุณมีร่างทองซ่อนอยู่ แค่รออาหารดีๆ ไปปลุกมันตื่นเท่านั้นเอง

